GROW Coaching

หลายๆ คนอาจเลือกงานบาริสต้าเป็นงานพาร์ตไทม์ระหว่างเรียนเพราะชอบบรรยากาศในร้านกาแฟ บางคนอาจชอบที่ได้ดื่มกาแฟฟรี แต่ในโลกของกาแฟปัจจุบัน อาชีพบาริสต้าไม่ใช่งานพาร์ทไทม์คั่นเวลาอีกต่อไป แต่มันคือศาสตร์ งานฝีมือ และเส้นทางอาชีพที่สามารถเติบโตไปได้ไกล แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคือไม่รู้ว่าเป้าหมายอยู่ไหน ยืนชงกาแฟขาตายไปวันๆ โดยไม่รู้จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร ในฐานะเจ้าของร้าน หรือแม้แต่ตัวบาริสต้าเอง เราจะเปลี่ยนการทำงานรูทีนที่เหมือนเดิมทุกวันให้เป็นการเติบโตที่มีทิศทางได้อย่างไร?

คำตอบอาจไม่ใช่การส่งไปเรียนคอร์สแพงๆ ที่เรียนแล้วได้ใบประกาศมาติดผนังร้านเสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากการสนทนาที่มีคุณภาพ หรือที่เราเรียกว่า “การโค้ช” (Coaching)

หลายคนเข้าใจผิดว่าการโค้ชคือการที่รุ่นพี่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนมาบอกรุ่นน้องว่าต้องทำอะไร (นั่นคือการ Mentoring หรือ Training) หน้าที่ของโค้ชไม่ใช่การป้อนความรู้ แก่นแท้ของการโค้ชคือการทำหน้าที่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนภาพให้บาริสต้าเห็นศักยภาพของตัวเอง ในฐานะโค้ช เราต้องเริ่มต้นจากความเชื่อที่หนักแน่นว่า บาริสต้าที่อยู่ตรงหน้าเรามีคำตอบและศักยภาพในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะยังมองไม่เห็นมันในขณะนั้น การโค้ชจึงเป็นการใช้คำถามเพื่อจุดประกายให้เขาได้ตกผลึกความคิดด้วยตัวเอง แทนที่จะบอกว่าต้องปรับกาแฟอย่างไร โค้ชอาจจะถามว่า “คุณสังเกตเห็นอะไรที่ต่างไปจากเมื่อวานบ้าง?” คำถามนี้จะบังคับให้สมองของเขาเริ่มวิเคราะห์และประมวลผล จนเกิดเป็นความเข้าใจที่หยั่งรากลึกกว่าการทำตามคำสั่ง

อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการโค้ชคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ (Psychological Safety) ที่เราเคยคุยกันไป ลองนึกภาพความรู้สึกของบาริสต้าหน้าใหม่ที่กำลังยืนชงกาแฟแล้วเผลอทำอะไรพลาดไปหน่อย หากบรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยการจ้องจับผิด ความกลัวในใจของน้องใหม่จะกลายเป็นกำแพงสูงที่ปิดกั้นการเรียนรู้ทันที เขาจะเลือกซ่อนความผิดพลาดแทนที่จะเรียนรู้จากมัน การโค้ชที่แท้จริงจะเปลี่ยนแรงกดดันหน้าเครื่องชงให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองที่ปลอดภัย เมื่อบาริสต้ารู้สึกว่าการยอมรับว่าการแยกไม่ออกว่ารสเปรี้ยวนี้คือ Underextracted หรือเป็นที่เมล็ดคั่วอ่อนนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือจุดเริ่มต้นของการเติบโต เมื่อนั้นเองที่เขาจะกล้าขยับจากแค่การทำตามมาตรฐานร้าน ไปสู่การตั้งเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นอย่างการเข้าใจเรื่องการสกัดกาแฟหรือผู้เชี่ยวชาญด้านคั่วกาแฟ เพราะเขารู้ดีว่าเขามีพื้นที่ให้ล้มและมีโค้ชที่พร้อมจะพยุงให้ลุกขึ้นมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ

เพื่อให้การเติบโตนี้เกิดขึ้นจริง บทบาทของคนสองคนต้องสอดประสานกันเหมือนจังหวะการสกัดกาแฟที่สมบูรณ์แบบ เริ่มต้นที่ตัวโค้ชซึ่งอาจจะเป็นเจ้าของร้านหรือ Head Barista หน้าที่หลักของคุณไม่ใช่การพูดแต่เป็นการฟังอย่างตั้งใจ (Active Listener) คุณต้องได้ยินมากกว่าแค่เสียงพูด แต่ต้องสัมผัสได้ถึงความกังวลในน้ำเสียงหรือความมั่นใจที่หายไปผ่านภาษากาย การเป็นโค้ชที่ดีคือการหลีกเลี่ยงคำว่า “ทำไม” ซึ่งฟังดูเหมือนการจับผิด และเปลี่ยนมาใช้คำว่า “อะไร” หรือ “อย่างไร” เพื่อเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ พร้อมกับทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนที่คอยให้กำลังใจและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าไฟแห่งการเรียนรู้จะไม่ดับลงกลางทาง

ในขณะเดียวกันผู้รับการโค้ชต้องก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของปัญหาอย่างเต็มตัว โดยตระหนักว่าความก้าวหน้าในอาชีพคือความรับผิดชอบของเขาเอง ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะหยิบยื่นให้ได้ฟรีๆ เขาต้องเปิดใจ ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง และกล้าที่จะแสดงความไม่รู้ของตนออกมาเพื่อให้กระจกเงาบานนี้สะท้อนภาพได้ชัดเจนที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นผู้ลงมือทำ เพราะไม่ว่าแผนการเติบโตจะสวยหรูเพียงใด หากขาดวินัยในการฝึกฝนตามที่ตกลงกันไว้ การโค้ชนั้นก็จะเป็นเพียงบทสนทนาที่ว่างเปล่า

เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว เครื่องมือที่จะช่วยให้บทสนทนานั้นมีทิศทางและไม่หลงทางก็คือ GROW Model ครับ ซึ่งผมอยากให้ลองนึกภาพว่ามันคือ GPS นำทางบนหน้าปัดรถยนต์ที่ช่วยเปลี่ยนความฝันลอยๆ ให้กลายเป็นแผนที่ที่จับต้องได้จริง

การเดินทางเริ่มต้นที่ G หรือ Goal ซึ่งเปรียบเสมือนการปักหมุดปลายทางที่เราจะไป บาริสต้าหลายคนมักติดกับดักเป้าหมายกว้างๆ อย่างคำว่า “อยากเก่งขึ้น” ซึ่งในเชิงการโค้ชแล้ว มันเหมือนกับการบอก GPS ว่า “อยากไปที่ไหนก็ได้ที่สวยๆ” เป้าหมายที่ทรงพลังต้องโฟกัสให้ชัด เช่น การตั้งเป้าจะคว้าแชมป์ลาเต้อาร์ตระดับภูมิภาค ความชัดเจนนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดแรงเหวี่ยงให้เราเริ่มออกตัววิ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง

เมื่อเห็นปลายทางชัดแล้ว เราต้องกลับมาดูที่ R หรือ Reality คือการสำรวจตำแหน่งปัจจุบันอย่างซื่อสัตย์ที่สุด โค้ชจะชวนให้บาริสต้าลองวิเคราะห์ดูว่า “ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเป้าหมาย?” เขาอาจจะพบความจริงที่ว่า แม้จะเทลายลาเต้อาร์ตได้สวยในตอนซ้อม แต่พอเจอแรงกดดันจากการมีคนจดจ้องกลับมือสั่นจนคุมลายไม่ได้ การยอมรับความจริงที่เจ็บปวดแต่ซื่อสัตย์นี้แหละคือการสร้างฐานที่มั่นคงที่สุดก่อนจะเริ่มก้าวต่อไป

หลังจากรู้จุดเริ่มต้นและจุดหมาย ขั้นถัดมาคือการมองหา O หรือ Options ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการระดมสมองหา “ความเป็นไปได้” โดยยังไม่ถูกปิดกั้นด้วยคำว่าทำไม่ได้ บาริสต้าอาจจะมองเห็นทางเลือกหลากหลาย หน้าที่ของโค้ชในช่วงนี้คือการช่วยขยายขอบเขตความคิดให้กว้างที่สุด เพื่อให้เขาเห็นว่าถนนที่มุ่งสู่เป้าหมายนั้นไม่ได้มีเพียงเส้นเดียว

สุดท้ายคือการเปลี่ยนความคิดให้เป็นการลงมือทำจริงในขั้น W หรือ Way Forward ซึ่งเป็นจุดที่ทางเลือกจะถูกกลั่นออกมาเป็นสัญญาใจที่ชัดเจน บาริสต้าจะไม่แค่พูดว่า “จะพยายาม” แต่จะระบุออกมาเป็นแอคชั่นที่จับต้องได้ เช่น “ผมจะฝึกซ้อมเทลาเต้อาร์ตวันละ 50 ถ้วย เริ่มจากลายใบไม้ก่อน” นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด เพราะมันคือการเปลี่ยนสถานะจากผู้รับคำสั่ง มาเป็นผู้กำหนดอนาคตของตัวเองอย่างแท้จริงครับ

แม้ GROW Model จะฟังดูเป็นระบบ แต่ในโลกความจริงของคนทำงานกาแฟมันอาจจะตึงเกินไปในบางครั้ง บ่อยครั้งที่บาริสต้ายังไม่รู้จริงๆ ว่าเป้าหมาย (Goal) ของตัวเองคืออะไรกันแน่ การฝืนปักหมุดตั้งแต่ 5 นาทีแรกของการสนทนาอาจนำไปสู่เส้นทางที่เขาไม่ได้ต้องการจริงๆ บางครั้งอาจมีปัจจัยภายนอกที่เราคุมไม่ได้ เช่น พนักงานลาออกกะทันหัน หรืออุปกรณ์เสีย ซึ่งอาจทำให้แผนที่วางไว้พังทลายลงได้ง่ายๆ หากเรายึดติดกับโมเดลนี้เป็นเส้นตรงมากเกินไปโดยไม่ยืดหยุ่น การโค้ชอาจกลายเป็นการสร้างภาระทางใจมากกว่าการสร้างแรงบันดาลใจครับ

ลองใช้โมเดลนี้ในการคุย 1-on-1 ประจำเดือนกับพนักงานดูครับ แทนที่จะคุยเรื่องยอดขายหรือความผิดพลาด ลองเริ่มถามบาริสต้าของคุณว่า “ปีนี้คุณอยากทิ้งร่องรอยหรือความสำเร็จอะไรไว้ที่บาร์นี้บ้าง?” (Goal) แล้วปล่อยให้เขาได้ลองวิเคราะห์ตัวเองดู คุณจะพบว่าคำตอบที่ออกมาจากปากของเขาเอง มีพลังมากกว่าคำสั่งที่คุณมอบให้หลายเท่าตัวเลยครับ

GROWTH MINDSET

เคยไหมที่รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีพรสวรรค์” ในบางเรื่อง? ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การวาดรูป หรือแม้แต่การแยกแยะกลิ่นและรสชาติที่ซับซ้อนของกาแฟ? หลายคนอาจยอมแพ้ไปตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพียงเพราะเชื่อว่าความสามารถเหล่านี้เป็นเรื่องของ “พรสวรรค์” ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ผมอยากชวนคุณมาทำความรู้จักกับแนวคิดที่ทรงพลังอย่าง Growth Mindset หรือ กรอบแนวคิดแบบเติบโต ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณไปตลอดกาล

ลองจินตนาการว่าสมองของเราเป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่ยิ่งออกกำลังกาย (ฝึกฝน) และให้สารอาหารที่เหมาะสม (ความรู้ ประสบการณ์) กล้ามเนื้อนั้นก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีขีดจำกัดตายตัว นี่แหละครับคือหัวใจของ Growth Mindset

ส่วนคนที่เชื่อว่าความสามารถ สติปัญญา หรือแม้แต่บุคลิกภาพของเรานั้นตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คือคนที่มี Fixed Mindset ซึ่งมักจะกลัวความล้มเหลวเมื่อต้องพบกับความท้าทาย ยอมแพ้ง่ายเมื่อต้องเจออุปสรรค อิจฉาความสำเร็จของผู้อื่น และมองว่ามองการวิจารณ์เป็นคำตำหนิ แต่สำหรับคนที่มี Growth Mindset จะคิดว่าอุปสรรคคือโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต ความล้มเหลวคือบทเรียน ไม่ใช่จุดจบ ชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่นและนำมาเป็นแรงบันดาลใจเปิดรับคำวิจารณ์เพื่อนำไปปรับปรุงตัวเอง

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดของการนำ Growth Mindset มาใช้คือการพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น Sensory Evaluation หรือการประเมินทางประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการชิมไวน์ กาแฟ หรือการแยกแยะกลิ่นน้ำหอม คนส่วนใหญ่มักคิดว่าต้องมีจมูกเทพลิ้นทองเท่านั้น แต่แท้จริงแทักษะเหล่านี้สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้

จาก “ชิมไม่ได้” สู่ “ยังชิมไม่ได้” คนที่มี Growth Mindset จะไม่พูดว่า “ฉันเป็นพวกลิ้นจรเข้” แต่จะเปลี่ยนเป็น “ถ้าฉันฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ฉันจะสามารถทำได้ดีขึ้น” นี่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

เปิดรับความท้าทาย การฝึก Sensory Evaluation มักจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกสับสน กลิ่นและรสชาติปะปนกันไปหมด คนที่มี Growth Mindset จะไม่ท้อถอย แต่จะมองว่านี่คือ “ความท้าทาย” ที่น่าสนุก เป็นเกมที่สมองได้ฝึกฝน

ความพยายามคือหัวใจ ไม่มีใครฝึกแล้วเป็นนักชิมมืออาชีพได้ในวันเดียว การฝึกต้องอาศัยความสม่ำเสมอ การจดบันทึก การเปรียบเทียบ และการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญหรือได้มีโอกาสชิมร่วมกับเพื่อน การฝึกดมกลิ่นหรือแยกแยะระดับรสชาติต่างๆ คือความพยายามที่นำไปสู่การพัฒนา

เรียนรู้จากข้อผิดพลาด บางครั้งเราได้กลิ่นแต่นึกไม่ออกหรือทายกลิ่นผิดไป แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว มันคือข้อมูลสำคัญที่บอกให้เรากลับไปทบทวนว่า “ทำไมเราถึงคิดเช่นนั้น” “มีอะไรที่เรามองข้ามไป” แล้วจดจำความรู้สึกที่ได้รับกับคลังคำศัพท์ในสมองใหม่

มองความสำเร็จของผู้อื่นเป็นแรงบันดาลใจ การเห็นเพื่อนหรือผู้เชี่ยวชาญสามารถแยกแยะกลิ่นที่ซับซ้อนได้เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาอยากฝึกฝนตัวเองให้ไปถึงจุดนั้นบ้าง

แน่นอนว่าการพัฒนาทักษะ Sensory Evaluation ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ Mindset อย่างเดียว เราต้องทำความเข้าใจถึง “ข้อจำกัดทางชีวภาพ” และ “โอกาสและประสบการณ์” ที่แตกต่างกันด้วย เช่น บางคนอาจมีจำนวนปุ่มรับรส (Taste Buds) ที่หนาแน่นกว่าคนทั่วไป หรือมียีนที่ทำให้รับรู้กลิ่นบางอย่างได้แตกต่างออกไป (เช่น ยีนที่ทำให้ผักชีมีกลิ่นเหมือนสบู่) นี่คือ “ฮาร์ดแวร์” ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ส่วนโอกาสและประสบการณ์ที่ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับกลิ่นตะไคร้ใบมะกรูด จะสามารถแยกแยะความละเอียดอ่อนของสมุนไพรเหล่านี้ได้ดีกว่าชาวต่างชาติที่อาจจะรวมมันไว้ในหมวดพืชตระกูลส้ม ในทางกลับกัน คนไทยที่ไม่เคยชิมผลไม้เมืองหนาวอย่าง Blackcurrant หรือ Blueberry ก็อาจจะนึกภาพกลิ่นของมันไม่ออกในทันที นี่คือ “ฐานข้อมูล” ที่สมองของเราสะสมมา

Growth Mindset ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นแนวคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในทุกแง่มุมของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะที่ดูเหมือนจะต้องพึ่งพา “พรสวรรค์” อย่าง Sensory Evaluation แม้เราจะเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ไม่ได้ แต่ Growth Mindset ช่วยให้เรายอมรับและปรับตัว เราเข้าใจข้อจำกัดของตัวเองแต่ไม่ยอมให้มันมาหยุดยั้งการเรียนรู้เพื่อขยายฐานข้อมูล เราจะแสวงหาโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย

จำไว้ว่า “คุณอาจจะยังทำไม่ได้” ไม่ได้แปลว่า “คุณจะทำไม่ได้ตลอดไป” เพียงแค่เปิดใจให้กว้าง มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค คุณก็จะค้นพบว่าศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คุณเคยจินตนาการไว้มากนัก

PSYCHOLOGICAL SAFETY

ในโรงงานจะมีเจ้าหน้าที่บริหารความปลอดภัย หรือเรียกย่อๆ ว่า จป. หน้าที่ของเค้าคือจะคอยสำรวจหน้างานว่ามีอะไรที่เป็นความเสี่ยงในการปฏิบัติงานที่หากเกิดขึ้นแล้วอาจเกิดผลเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อเห็นว่ามีจุดอ่อนอะไรตรงไหนก็จะพยายามหาวิธีลดความเสี่ยงนั้นๆ จป.เป็นบุคลากรสำคัญที่ขาดไม่ได้แต่อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รักของคนที่อยู่หน้างาน คงด้วยวัฒนธรรมคนไทยยังไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่จนกระทั่งเกิดความเสียหายขึ้นแล้วค่อยมาล้อมคอก แต่ถ้าได้เคยทำงานกับบริษัททางฝั่งยุโรปที่มาตรฐานสูงๆ ก็จะเข้าใจดีว่าเค้าให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยมากขนาดไหน

นอกจากความปลอดภัยทางด้านกายภาพแล้ว ยังมีความปลอดภัยในการทำงานอีกด้านนึงที่เป็นเทรนด์ในโลกของการทำงานในปัจจุบันก็คือ ความปลอดภัยทางด้านจิตใจ (psychological safety) คือบรรยากาศในการทำงานที่เปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับรู้สึกกล้าพูด กล้าถาม กล้าเสนอไอเดียใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งกล้ายอมรับผิดพลาด โดยไม่ต้องกลัวถูกตำหนิหรือทำให้อับอายขายขี้หน้า

Amy Edmondson นักวิจัยดังจาก Harvard บอกว่า psychological safety คือ “กุญแจสู่ทีมที่ชนะ” เพราะทีมที่มีบรรยากาศในการทำงานแบบนี้ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ความร่วมมือ นวัตกรรมใหม่ๆ และนำไปสู่การเติบโต เช่น barista trainer ที่กำลังเขียน SOP (Standard Operating Procedure) สำหรับการชงกาแฟหรือบริการลูกค้า ควรเชิญบาริสต้าประจำร้านที่เจอลูกค้าจริงทุกวันมาช่วยกันระดมสมอง เช่น ถามว่า “สูตรลาเต้นี้ชงจริงๆ แล้วมันมี pain points อะไรบ้าง? หรือพวกเธอมีเทคนิคอะไรที่ช่วยให้ออกเครื่องดื่มได้เร็วขึ้นโดยที่คุณภาพยังดีอยู่มั้ย?” ​เมื่อบาริสต้ารู้สึกว่าเสียงของตัวเองมีค่า พวกเขาจะผูกพันและทำตาม SOP มากขึ้น (ก็พวกเธอช่วยกันคิดนิ) กล้าทดลองอะไรใหม่ๆ และช่วยกันอัปเดตให้ทันสมัยอยู่เสมอ

​คำถาม 7 ข้อ เพื่อสำรวจระดับความปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงานของคุณ
ให้คะแนน 1-5 (1=ไม่เห็นด้วยเลย 5=เห็นด้วยมาก) ถ้าได้คะแนนเยอะแสดงว่าปลอดภัยมาก​

  1. หากคุณทำอะไรผิดพลาด จะไม่มีใครลงโทษหรือตำหนิคุณ
  2. สมาชิกในทีมยอมรับกันและกันและสร้างมิตรภาพ
  3. สมาชิกในทีมพร้อมช่วยเหลือกันเมื่อมีปัญหา
  4. สมาชิกในทีมกล้าถามคำถามเมื่อไม่เข้าใจ
  5. ในทีมยอมรับได้ว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
  6. สมาชิกในทีมกล้าพูดความจริง แม้ขัดแย้งกับหัวหน้า
  7. ในทีมมีการพูดคุยเปิดอก แบ่งปันความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

ถ้าได้คะแนนเยอะก็ดีใจด้วย แต่ถ้าได้คะแนนน้อย เราจะทำอย่างไรดีล่ะ หน้าที่นี้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนนึง แต่ทุกคนตั้งแต่ระดับบนสุดถึงล่างสุดในองค์กรต้องช่วยกัน และนี่คือ 7 วิธีการช่วยทำให้ที่ทำงานปลอดภัยมากขึ้น สร้างความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ในองค์กรทำได้โดยผู้นำเป็นตัวอย่าง สร้างบรรยากาศเปิดกว้าง และส่งเสริมการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะในธุรกิจบริการอย่างคาเฟ่ที่ต้องการทีมเวิร์คสูง

  1. ยอมรับความผิดพลาดเป็นตัวอย่าง: ผู้นำสามารถแชร์ความล้มเหลวของตัวเองเพื่อแสดงว่าการผิดพลาดคือการเรียนรู้ ไม่ใช่จุดอ่อน
  2. ฟังอย่างไม่ตัดสิน: รับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายด้วย empathy สร้างความเคารพและมิตรภาพในทีม
  3. ส่งเสริมการถามและแสดงออก: ถามคำถามกระตุ้นให้สมาชิกกล้าพูด แม้ขัดแย้งกับหัวหน้า
  4. ไม่ตำหนิเมื่อผิดพลาด: เน้นแก้ปัญหาแทนการโทษ สร้างความเชื่อมั่นว่าทีมช่วยเหลือกันได้
  5. สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ: มอบหมายงานท้าทาย สนับสนุนให้พนักงานรับผิดชอบเพื่อเพิ่ม engagement
  6. จัดกิจกรรมเปิดอก: ประชุม weekly sharing หรือ workshop เพื่อแบ่งปันไอเดียอย่างตรงไปตรงมา
  7. วัดและปรับปรุง: ใช้แบบประเมิน 7 ข้อด้านบนทุก 3 เดือน แล้วปรับตามผล

สุดท้าย ในบริบทของความปลอดภัยทางจิตใจในองค์กรจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง employee engagement (การมีส่วนร่วมของพนักงาน) เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าการสรรหาพนักงาน การอบรมพนักงาน ให้มีคุณสมบัติที่เพียงพอกับการปฏิบัติงานนั้นมีความยากและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หากเราไม่สามารถสร้างความปลอดภัยทางจิตใจได้ ต่อให้องค์กรนั้นๆ มีความปลอดภัยทางกายภาพสูงเพียงใด ให้ค่าตอบแทนสูงเพียงใด ก็ไม่สามารถดึงศักยภาพของทีมและทำให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของได้ ก็จะได้แต่พนักงานที่ทำงานแบบเอาตัวรอด รอวันเงินเดือนออก และไม่กล้าออกจาก comfort zone แน่นอนที่องค์กรที่มีพนักงานตายซาก (dead wood) เหล่านี้ย่อมไม่มีทางเติบโตได้

Three Musketeers in Espresso Extraction

ผมคิดว่ามีสามสิ่งที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการชงกาแฟเอสเพรสโซ ขอตั้งชื่อมันเท่ๆ ว่า สามทหารเสือละกัน

  1. Contact Time
  2. Surface Area
  3. Resistance

เป็นที่ทราบกันดีว่าการชงกาแฟคือการที่ตัวทำละลาย (น้ำ) ซึมผ่านตัวถูกละลาย (ผงกาแฟ) ได้เป็นสารละลาย (น้ำกาแฟ) ศัพท์เทคนิคสำหรับการทำละลายแบบนี้เรียกว่า percolation หลักการชงกาแฟแบบน้ำไหลผ่านจริงๆ มีเท่านี้แหละ แต่พอเป็นเอสเพรสโซ มันมีความยากอีกนิดนึงเพิ่มขึ้นมา นั่นคือ มันต้องเร็ว พออยากจะเร็วและยังคงมีรสชาติดีด้วยก็ต้องบดละเอียด พอบดละเอียดน้ำก็ไหลผ่านยากขึ้น เพราะมันมีแรงต้าน (resistance) เลยต้องเอาแรงดันเข้ามาเพื่อช่วยให้น้ำไหลผ่านง่ายขึ้น

ทีนี้บาริสต้าจะสกัดกาแฟได้รสชาติถูกใจคนดื่มหรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า ตัวทำละลายใช้เวลาซึมผ่านตัวถูกละลายมากน้อยแค่ไหน (contact time) ซึ่งต้องคำนึงต่อไปว่า ตัวถูกละลายชื้นใหญ่แค่ไหน (surface area) ถ้าเอาโอริโอ้ทั้งอันจุ่มลงไปในนม จะทำให้ชุ่มอย่างทั่วถึงก็ต้องจุ่มนานหน่อย แต่ถ้ามีเวลาน้อยก็ต้องทำให้โอริโอ้ชิ้นเล็กลง ก็จะมีพื้นที่ให้นมซึมเข้าไปได้มากขึ้น ในการชงเอสเพรสโซ เรามีเป้าหมายคือ contact time ที่เหมาะสม แต่การจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ เราต้องจัดการกับทหารเสืออีกสองนาย นั่นคือ surface area ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำหนดได้โดยตรงผ่านการบด และ resistance ซึ่งเป็นปราการด่านสำคัญที่เกิดขึ้นจากลักษณะของผงกาแฟและการเตรียมก้อนกาแฟของเรา

สำหรับ happy espresso เป้าหมายของเราคือการสร้างช็อตเอสเพรสโซที่มีรสชาติสมดุล โดยการควบคุมปัจจัยต่างๆ โดยพยายามยึด contact time และ grind size ที่เหมาะสมไว้ (เราคิดว่าเวลาเปลี่ยนเบอร์บด surface area จะเปลี่ยนไปมาก มีปริมาณ fine particles เปลี่ยนไปมาก และเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อกลไกการสกัดกาแฟมากเกินไป) ต่อไปนี้คือวิธีการที่เราจัดการกับ ‘แรงต้าน’ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น:

  1. คุณภาพของเครื่องบดกาแฟ – ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณผงละเอียด (fine particles) ซึ่งเจัาผงละเอียดนี้มีผลต่อการซึมผ่านของน้ำมากๆ หลังจากเลือกเครื่องบดที่ดีที่สุดในงบประมาณแล้ว บาริสต้าควรหมั่นทำความสะอาดเครื่องบดอยู่เสมอ เพื่อจะได้ตรวจสอบความคมของฟันบดและกำจัดผงกาแฟเก่าๆ ออกไป และเปลี่ยนฟันบดรวมถึงตั้ง alignment เมื่อจำเป็น
  2. ความสดใหม่ของกาแฟ – กาแฟที่เพิ่งคั่วมาใหม่ๆ จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูง ซึ่งจะขัดขวางการซึมผ่านของน้ำ ดังนั้นควรใช้กาแฟที่ดีแกสออกไปแล้วพอสมควร
  3. ความหนาและความแน่นของก้อนกาแฟ – มีผลอย่างมากต่อความเร็วในการซึมผ่านของน้ำ ถ้าสูตรของเราใช้ผงกาแฟในปริมาณ 18 กรัมเท่ากันแต่ความหนาไม่เท่ากัน ทำให้ contact time ไม่เท่ากัน (ตะแกรงขนาด 58มม จะให้ก้อนกาแฟบางที่สุด ส่วน 54 49 45 ก็จะค่อยๆ หนาขึ้นตามลำดับ) และหากบาริสต้าใส่ผงกาแฟในปริมาณ 18 กรัมเท่ากันแต่ความแน่นไม่เท่ากัน (มีโพรง แท้มป์เบี้ยว แท้มป์ไม่แน่น) ก็ทำให้ contact time ไม่เท่ากัน และรสชาติเพี้ยนไปได้
  4. อุณหภูมิ อัตราการไหล และปริมาณน้ำ
    • น้ำที่อุณหภูมิสูงจะซึมผ่านยากกว่าเพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ผงกาแฟพองขึ้นและการคายก๊าซเร็วขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงต้านได้ แต่น้ำที่อุณหภูมิสูงก็มีความหนาแน่นน้อยกว่าทำให้ทำละลายได้ง่ายกว่าแต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความขมจากการสกัดที่มากเกินไปได้
    • อัตราการไหลขึ้นอยู่กับแรงดันและความเร็วที่น้ำไหลได้ในระบบ บางทีกาแฟอาจจะไม่มีแรงต้านมากเท่าไหร่ (เช่นกาแฟคั่วอ่อน กาแฟที่คั่วไว้นานแล้ว) แต่เครื่องสามารถตั้งอัตราการไหลได้ (เช่นปรับแรงดันลง ปรับวาล์วที่ทำให้น้ำไหลได้ช้าลง) ทำให้ยังได้ contact time เท่าเดิม หรือแม้กระทั่งการทำ pressure profiling ต่างๆ เช่นการ pre-infusion หรือ Fellini Move ในการชงเครื่องคันโยก ทำให้แรงต้านของก้อนกาแฟเปลี่ยนแปลงไปได้ทั้งนั้น
    • ส่วนปริมาณน้ำก็ขึ้นอยู่กับสูตรเครื่องดื่มว่าต้องการเอสเพรสโซกี่มล. บางทีเราอาจจะยอมเพิ่มปริมาณน้ำแต่ยังให้ contact time เท่าเดิมได้ ถ้ายอมรับความเจือจางของเครื่องดื่มได้ (เช่นพวก turbo shot นั่นไง)

สุดท้ายแล้ว การไล่ล่าหาช็อตเอสเพรสโซที่ใช่มันไม่มีกฎหรือสูตรตายตัวหรอกครับ มันคือการทำความเข้าใจและเล่นสนุกไปกับเจ้า “สามทหารเสือ” ของเรานี่แหละ ทั้ง Surface Area, Resistance, และ Contact Time พอเราเข้าใจแล้วว่าเบอร์บดที่เราเลือก มันสร้าง “กำแพง” หรือแรงต้านขึ้นมาแบบไหน การชงกาแฟก็จะกลายเป็นเกมที่เราต้องหาวิธีจัดการกับกำแพงนั้น เพื่อให้ได้เวลาสกัดที่พอเหมาะพอดี

อยากชวนทุกคนลองเอาคอนเซ็ปต์นี้ไปเล่นดูครับ ลองยึดเบอร์บดที่ชอบไว้ซักตัว แล้วหันไปทดลองกับตัวแปรอื่นๆ แทน เช่น เปลี่ยนขนาดของตะแกรง ความแน่นของการแทมป์ การเกลี่ยผงกาแฟ (WDT) หรือถ้าเครื่องทำได้ก็ลองปรับโปรไฟล์แรงดันหรืออุณหภูมิน้ำดู คุณอาจจะค้นพบมิติใหม่ๆ ของกาแฟตัวเดิมก็ได้นะ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ มีเทคนิคส่วนตัวในการควบคุมช็อตเอสเพรสโซ่ยังไงกันบ้าง? ใครมีปรัชญาการสกัดที่ไม่เหมือนใคร หรือเคยเจอปัญหาอะไรแปลกๆ มาแชร์กันในคอมเมนต์หน่อยนะครับ อยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากๆ เลย!

Happy Barista: Manual for Beginner > Intermediate

เขาว่า AI จะมาเปลี่ยนโลก ช่วงนี้เลยมีอะไรมาโพสต์เยอะหน่อย ผมลองโยนไฟล์ประมาณ 60 ไฟล์เกี่ยวกับการชงกาแฟเอสเพรสโซเข้าไปใน NotebookLM แล้วให้มันสร้างคู่มือบาริสต้าออกมา

เชิญโหลดได้ตามสบายครับ อุดหนุนกาแฟคั่วเราบ้าง เพื่อจะได้มีตังค์จ่ายรายเดือนให้อากู๋ไปเรื่อยๆ

กำลังปั้นเวอร์ชั่นแอดวานซ์อยู่ รออีกแป๊บนะครับ

เช็กลิสต์ 10 ข้อสำหรับเลือกเครื่องบดกาแฟ

เครื่องชงกาแฟราคาหลายแสนจะไร้ความหมายทันทีถ้าใช้คู่กับเครื่องบดที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าต้องเลือกระหว่างเครื่องชงกาแฟแพงๆ กับเครื่องบดกาแฟแพงๆ ให้เลือกเครื่องบดกาแฟก่อน นี่คือสิ่งที่พูดถึงกันบ่อยๆ ในกรุ๊ปหรือฟอรัมต่างๆ เกี่ยวกับกาแฟ เพราะเครื่องบดกาแฟไม่ดีก็หมือนมีดซูชิที่ไม่คม เครื่องบดกาแฟจึงไม่ใช่แค่อุปกรณ์เสริม แต่มันคือฮีโร่ตัวจริงที่กำหนดคุณภาพของทุกแก้ว

เช็กลิสต์นี้จะนำทางคุณไปสู่การตัดสินใจที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบดกาแฟยุคโบราณไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อให้คุณมั่นใจว่าได้ลงทุนในเครื่องบดที่จะยกระดับกาแฟและสร้างกำไรให้ร้านของคุณอย่างแท้จริง

1. Doser vs. Grind on Demand: กาแฟสดใครจะสดกว่ากัน

  • Doser Grinder: เป็นเครื่องบดที่มีห้องพักผงกาแฟอยู่ด้านหน้า บาริสต้าจะบดกาแฟมาเก็บไว้ล่วงหน้า แล้วดึงก้านโยกเพื่อปัดผงกาแฟที่แบ่งไว้เป็นโดสลงในด้ามชง
    • ข้อดี: รวดเร็วมากในช่วงเวลาเร่งด่วนสุดๆ (เสียง “แคร่กๆ” ที่เป็นเอกลักษณ์ของคาเฟ่สไตล์อิตาลีดั้งเดิม)
    • ข้อเสีย: กาแฟไม่สดเท่าไหร่ ผงกาแฟที่บดทิ้งไว้จะสัมผัสกับอากาศและสูญเสียอโรม่าอย่างรวดเร็ว ปรับความละเอียดได้ยาก และเกิดการสูญเสีย (Waste) เยอะเมื่อต้องทิ้งกาแฟที่ค้างในโดสเซอร์เมื่อหมดวัน คำแนะนำ: ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างเก่าและไม่เหมาะกับร้านที่เน้นคุณภาพ
  • Grind on Demand: บดกาแฟสดใหม่แก้วต่อแก้วโดยตรงลงในด้ามชงเมื่อต้องการใช้งาน
    • ข้อดี: กาแฟสดสมชื่อและกลิ่นหอมกว่า ลดปริมาณกาแฟที่ต้องทิ้งได้มาก และปรับเปลี่ยนปัจจัยการบดได้ง่ายและรวดเร็ว
    • ข้อแนะนำ: ถือเป็นมาตรฐานของวงการกาแฟยุคใหม่ที่ร้านกาแฟคุณภาพเลือกใช้

2. Grind by Time vs. Grind by Weight: ความแม่นยำที่เลือกได้

  • Grind by Time (บดตามเวลา): เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด บาริสต้าจะตั้งเวลาในการบด (เช่น 3.5 วินาที) เพื่อให้ได้ปริมาณกาแฟที่ต้องการ
    • ข้อดี: รวดเร็วและแม่นยำกว่าระบบ Doser อย่างเห็นได้ชัด
    • ข้อเสีย: มีความคลาดเคลื่อนได้ เมื่อปริมาณเมล็ดในโถ (Hopper) เปลี่ยนไป, ความชื้นในอากาศเปลี่ยนแปลง หรือเมล็ดกาแฟเก่าขึ้น การตั้งเวลาเท่าเดิมอาจให้ปริมาณกาแฟ (น้ำหนัก) ที่ไม่เท่ากัน ทำให้บาริสต้าต้องคอยปรับเทียบ (Calibrate) อยู่เสมอ และเวลาเปลี่ยนความละเอียดของกาแฟ จะต้องตั้งระยะเวลาใหม่ เพื่อยังคงให้ได้น้ำหนักเท่าเดิม
  • Grind by Weight (GBW – บดตามน้ำหนัก): ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เครื่องบดจะมีตาชั่งในตัวที่จะหักลบน้ำหนักก้านชง (Tare) และจะหยุดบดทันทีเมื่อได้น้ำหนักกาแฟตามที่ตั้งค่าไว้อย่างแม่นยำ (เช่น 18.0 กรัม)
    • ข้อดี: ความสม่ำเสมอที่ไร้เทียมทานในทุกๆ ช็อต ลดของเสียได้อย่างมหาศาล และทำให้บาริสต้าทำงานง่ายขึ้นมาก (ถ้าเครื่องทำงานแม่นยำอย่างที่คุย)
    • ข้อเสีย: ถ้าเครื่องออกแบบมาไม่ดี มีการทำงานที่ผิดพลาดบ่อยๆ อาจทำให้ workflow แย่ลงกว่าเดิม
    • คำแนะนำ: หากงบประมาณเอื้ออำนวย เครื่องบด GBW คือการลงทุนที่คุ้มค่าเหมือนมีผู้ช่วยมือโปรเพิ่มมาอีกคน มันจะคืนทุนให้คุณผ่านเมล็ดกาแฟที่ไม่ต้องทิ้งและคุณภาพที่นิ่งสนิท

3. High-End vs. Low-End: เงินที่จ่ายเพิ่ม แลกมากับอะไร?

  • High-End (เช่น Mahlkönig, Mythos, Anfim): เครื่องบดระดับท็อปเน้นการผลิตและประกอบที่มีความแม่นยำสูง มอเตอร์กำลังสูงพร้อมระบบระบายความร้อน และใช้วัสดุที่ดีในการผลิตฟันบด ผลลัพธ์คือผงกาแฟที่มีขนาดสม่ำเสมอ, เกิดความร้อนสะสมน้อย และทนทานสุดๆ สำหรับการใช้งานหนัก
  • Low-End (Value-Oriented): เครื่องบดกลุ่มนี้ทำงานได้ดีในราคาที่เข้าถึงง่าย แต่ก็มักจะมีปัญหาเรื่องความแม่นยำปราณีตในการผลิต มอเตอร์กำลังน้อยกว่าซึ่งอาจร้อนได้ง่ายเมื่อทำงานต่อเนื่อง และกลไกการปรับเบอร์บดที่อาจไม่ละเอียดเท่า หรือปัญหาเล็กๆ น้อยๆ จากการออกแบบและเลือกใช้วัสดุต่างๆ ทำให้เหมาะกับร้านที่มียอดขายไม่สูงมาก หรือใช้เป็นเครื่องบดสำรอง (เช่น สำหรับกาแฟ Decaf)

4. ขนาดและประเภทของเฟืองบด (Burr Size & Type): หัวใจที่กำหนดรสชาติ

  • ขนาดเฟืองบด (Burr Size): ยิ่งมีขนาดใหญ่ (หน่วยเป็นมิลลิเมตร เช่น 64mm, 80mm, 83mm) ก็ยิ่งมีพื้นผิวในการบดมากขึ้น ทำให้บดกาแฟได้เร็วกว่าในรอบหมุนที่น้อยลง จึงเกิดความร้อนสะสมน้อยกว่า ซึ่งช่วยรักษากลิ่นและรสชาติที่ละเอียดอ่อนของกาแฟไว้ได้
  • ประเภทเฟืองบด (Flat vs. Conical):
    • Flat Burrs (เฟืองบดทรงแบน): ให้ขนาดผงกาแฟที่สม่ำเสมอมาก ซึ่งช่วยดึงคาแรคเตอร์ที่สดใสและสะอาด (Clarity, Brightness) ของกาแฟออกมา เป็นมาตรฐานสำหรับกาแฟเอสเพรสโซยุคใหม่
    • Conical Burrs (เฟืองบดทรงกรวย): ให้ขนาดผงกาแฟที่มีสองขนาดปนกัน (Bimodal) ซึ่งมักจะให้ Body และเนื้อสัมผัสที่หนักแน่นกว่า (Richness, Body)

5. Single Dose Grinder: สำหรับร้านที่มีเมล็ดกาแฟหลากหลายให้ชิม

  • หลักการทำงาน: บาริสต้าจะชั่งเมล็ดกาแฟสำหรับแต่ละช็อตก่อนที่จะบด จะไม่มีโถพักกาแฟ (Hopper) ข้อดีคือไม่มีผงกาแฟเก่าตกค้างในเครื่อง (Zero Retention) และสามารถสลับชนิดของเมล็ดกาแฟได้ทันที
  • ข้อเสีย: ทำให้ Workflow ช้าลงอย่างมาก ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นเครื่องบดหลักในคาเฟ่ที่วุ่นวาย
  • การใช้งาน: เหมาะที่จะเป็นเครื่องบดตัวที่สองหรือสามสำหรับ “เมล็ดพิเศษ” ประจำวัน หรือสำหรับการชงแบบฟิลเตอร์

6. Coffee Machine Sync: เทคโนโลยีปรับตัวเองอัตโนมัติ

นี่คือเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด ที่เชื่อมเครื่องบดและเครื่องชงของคุณเข้าไว้ด้วยกัน

  • หลักการทำงาน: เครื่องบดสามารถสื่อสารกับเครื่องชงกาแฟที่รองรับกันได้ หากเครื่องชงพบว่าเวลาในการสกัดเริ่มเพี้ยนไปจากเป้าหมาย (เช่น ไหลเร็วเกินไป) มันจะสั่งให้เครื่องบดปรับเบอร์บดให้ละเอียดขึ้นเล็กน้อยและชดเชยระยะเวลาที่ใช้บดให้โดยอัตโนมัติ
  • ข้อดี: สร้างความสม่ำเสมอในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ช่วยบาริสต้าควบคุมคุณภาพช็อตได้ตลอดวัน
  • ข้อเสีย: ต้องลงทุนสูงกับอุปกรณ์ที่ออกแบบมาคู่กันโดยเฉพาะ และเทคโนโลยีนี้เป็นเพียง “ผู้ช่วย” ไม่สามารถมาแทนที่ทักษะของบาริสต้าได้

7. ประเทศผู้ผลิต: ความเหมือนที่แตกต่าง

  • เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์: เน้นวิศวกรรม ความแม่นยำ และประสิทธิภาพที่เที่ยงตรงเหมือนเครื่องจักร
  • อิตาลี: โดดเด่นด้านดีไซน์ ประสบการณ์ที่ยาวนานในวัฒนธรรมคาเฟ่ และความทนทานในการใช้งานจริง
  • สหรัฐอเมริกา: มักจะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ และเน้นการใช้งานเฉพาะทาง (เช่น Single Dosing หรือ Home Use ระดับโปร)
  • จีน: เป็นตลาดเกิดใหม่ที่น่าจับตา นำเสนอเครื่องบดที่มีเทคโนโลยีสูงในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น (รวมถึงเครื่องบดราคาประหยัดสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องพิสูจน์เรื่องคุณภาพของแต่ละรุ่นแต่ละแบรนด์ด้วย)

8. กำลังมอเตอร์และการระบายความร้อน: ฮีโร่ที่ถูกลืม

  • มอเตอร์: มองหาเครื่องที่มีกำลังมอเตอร์สูง (หน่วยเป็นวัตต์) ที่สามารถทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ร้อนจัด
  • ระบบระบายความร้อน: เครื่องบดระดับพรีเมียมมักจะมีพัดลมระบายความร้อนหรือเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิในห้องบดให้คงที่ ทำให้ได้ผงกาแฟที่สม่ำเสมอตลอดวัน

9. การใช้งานและความสะดวกสบาย (Ergonomics)

  • กลไกการปรับเบอร์บด: ปรับได้ง่ายและละเอียดแค่ไหน? เป็นแบบ Stepless ที่ปรับได้อิสระ หรือแบบ Stepped ที่มีล็อคเป็นขั้นๆ?
  • ที่ยึดก้านชง (Portafilter Holder): แข็งแรงและปรับได้หรือไม่? สามารถยึดก้านชงให้นิ่งเพื่อให้บาริสต้าทำงานอื่นไปพร้อมกันได้หรือไม่ (Hands-free)?
  • การทำความสะอาด: สามารถเข้าถึงเพื่อทำความสะอาดเฟืองบดได้ง่ายแค่ไหนโดยที่ไม่ทำให้ค่าเบอร์บดที่ตั้งไว้เคลื่อน?

10. ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership)

สุดท้าย จงมองให้ไกลกว่าแค่ราคาซื้อ

  • อายุการใช้งานและราคาเฟืองบด: เฟืองบดคืออะไหล่สิ้นเปลือง ควรหาข้อมูลราคาและอายุการใช้งาน (มักวัดเป็นกิโลกรัมของกาแฟที่บดได้) ของเฟืองบดสำหรับรุ่นที่คุณสนใจ
  • บริการหลังการขายและอะไหล่: มีช่างที่เชี่ยวชาญสำหรับแบรนด์ที่คุณเลือกในพื้นที่หรือไม่? สามารถหาอะไหล่ได้เร็วแค่ไหน? จำไว้ว่า “วันที่เครื่องบดพัง คือวันที่ทั้งร้านขายกาแฟไม่ได้” การลงทุนในแบรนด์ที่มีตัวแทนและบริการหลังการขายที่ดี คือกรมธรรม์ที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับธุรกิจของคุณ

Grinding Discovery

ต้องขอขอบคุณที่ทำงานเก่าที่ได้ให้ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ราคาแพงนี้ ทำให้สมมติฐานหลายอย่างได้รับคำตอบที่ชัดเจนขึ้น เลยขอแปะสิ่งที่เครื่องอ่านได้กับประสบการณ์ที่ชิมไว้เป็นบันทึกเผื่อเป็น reference ในคราวหน้า

  1. Conical ก็คือ Conical อยู่วันยังค่ำ fine particle มาเต็ม เวลาชิมกาแฟคั่วกลางเหมือนมันขาดตรงกลาง มีขม มีแหลม แต่ไม่นัว นี่อาจจะเป็นสาเหตุให้เหมาะกับกาแฟคั่วเข้มเพราะกาแฟนิ่มกว่า ไม่ต้องปรับละเอียดมากก็อั้นแรงดันได้ดีแล้ว กาแฟคั่วเข้มเปราะกว่า มี fine particle แล้วสัมผัสได้ว่า body ดีกว่า ดึงช็อตสั้นๆ รู้สึกว่าหวานๆ ไว้มีโอกาสจะขอ ซตพ การบดกาแฟคั่วเข้มต่อไป
  2. Flat Burr โดยธรรมชาติแล้ว fine particle น้อยกว่า ก็เลยต้องบดให้ละเอียดกว่า ค่า X90 เลื่อนเข้ามา X50 เลื่อนออก <100micron ลดลงเยอะเลย แสดงว่า more uniform มีความสม่ำเสมอมากกว่า เวลาชงกาแฟคั่วกลางรสชาติกลมกล่อม ไม่รู้สึกว่าขาดอะไร
  3. อยากให้ fine particle น้อยลง ให้ลด feed rate ลง ค่อยๆ หย่อนกาแฟลงไปบดทีละเม็ดสองเม็ด เพื่อลดการเสียดสีกันใน grinding chamber เวลาที่ผงกาแฟถูกปัดออกมาไม่ทันกับความเร็วที่บดได้ อันนี้คือสิ่งที่ผู้ผลิตเครื่องบดต้องพิจารณาเป็นอย่างมาก และเครื่องบดที่วางฟันบดแนวตั้ง กับเครื่องบดที่บดลงตรงๆ เลย (เช่นพวก ek43, bentwood, pietro, hand grinders) มีการเสียดสีกันน้อยกว่า
  4. feed rate สำคัญกว่า RPM ตราบใดที่กาแฟออกมาจาก grinding chamber ทัน RPM แทบไม่มีผลกับปริมาณของ fine particle เยอะเพราะกาแฟมันถูกันไปมาในนั้น slow rpm ก็ดีตรงที่มันค่อยๆ บดออกมาทีละนิด คล้ายๆ กับ slow feed แต่ข้อเสียคือแรงเหวี่ยงปัดผงกาแฟออกจาก grinding chamber ก็น้อยตาม

วิธีทดสอบ: หาระดับการบดของเครื่องบดทั้งสองแบบที่ทำให้เครื่องชงกาแฟสกัดกาแฟออกมาได้ในระเวลาที่ใกล้เคียงกัน นำผงกาแฟ 20 กรัมไปวัดขนาดโดยเครื่อง laser diffraction เพื่อดูค่าการกระจายตัวของผงกาแฟ

Next step: ทดสอบ blind burr vs screwed, dark roast grinding,

10 คำถามน่าคิด เลือกเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซที่ตอบโจทย์

การเลือกเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซที่ “ใช่” คือหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของคาเฟ่คนใหม่ เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อ Workflow การทำงาน คุณภาพของเครื่องดื่ม และที่สำคัญที่สุดคือ “กำไร” ของร้าน ปัจจุบันนี้มีตัวเลือกมหาศาล ตั้งแต่แบรนด์อิตาลีสุดคลาสสิก แบรนด์อเมริกันสุดล้ำ หรือแบรนด์จีนที่น่าจับตา เจ้าของร้านก็คิดว่าเอาไงดีหว่า จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ผมได้สร้างเช็กลิสต์ 10 ข้อนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยให้คุณเลือกเครื่องชงที่เหมาะสมที่สุดและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

1. กี่หัวชงดี?

ก่อนจะเริ่มเลือกว่าจะเอายี่ห้ออะไรดี สิ่งแรกที่ต้องทำคือประเมินยอดขายที่คาดการณ์ไว้ตาม business plan หรือ feasibility study ก่อน การเลือกเครื่องที่เล็กเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาคอขวดในช่วงเวลาเร่งด่วน ทำให้เสียโอกาสในการขายและสร้างความหงุดหงิดให้ลูกค้า ในทางกลับกัน เครื่องที่ใหญ่เกินไปก็เป็นการสิ้นเปลืองเงินทุนและพลังงานโดยใช่เหตุ

  • ร้านขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 100 แก้ว/วัน): เครื่องชงแบบ 1 หัวชง (1-group) ก็เพียงพอสำหรับร้านบรรยากาศสบายๆ ที่มีเมนูกาแฟไม่ซับซ้อน
  • ร้านขนาดกลาง (100-300 แก้ว/วัน): เครื่องชงแบบ 2 หัวชง (2-group) ถือเป็นมาตรฐานสำหรับคาเฟ่ส่วนใหญ่ เพราะให้ความสมดุลระหว่างความสามารถในการชงและพื้นที่ติดตั้ง
  • ร้านขนาดใหญ่ (มากกว่า 300 แก้ว/วัน): จำเป็นต้องใช้เครื่องชง 3 หัวชง (3-group) หรืออาจจะ 4 หัวชง (4-group) สำหรับร้านที่มีลูกค้าหนาแน่นตลอดเวลา หรือบางทีเครื่อง 2 หัวชง 2 เครื่อง อาจให้ความยืดหยุ่นและเป็นระบบสำรองที่ดีกว่าการใช้เครื่อง 4 หัวชงเครื่องเดียว

2. ตะแกรงใส่กาแฟขนาดเท่าไหร่ดี?

คำถามนี้ยากที่สุด เพราะมันกำหนดด้วยหลายปัจจัย แต่ที่แน่ๆ ต้องรู้ว่าจะใช้กาแฟกี่กรัม ใช้กาแฟคั่วเข้มอ่อนขนาดไหน และเสิร์ฟถ้วยขนาดเท่าไหร่ เครื่องดื่มจะถูกเจือจางไปขนาดไหน ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ business plan และ recipe ต้องมีอยู่ในใจแล้ว

  • 58mm: เป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของตะแกรงที่เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานของเครื่องชงกาแฟในระดับ commercial ข้อดีคือมีอุปกรณ์ประกอบให้เลือกเยอะ คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ทำให้ต้องบดกาแฟค่อนข้างละเอียด ซึ่งส่งผลต่ออีกหลายๆ ปัจจัยตามมา
  • 53-54mm: มีเครื่องชงระดับ commercial บางยี่ห้อที่ใช้ตะแกรงขนาดนี้ เช่น Dalla Corte, La Spaziale, La San Marco ด้วยหน้าตัดที่เล็กกว่า ทำให้เพิ่มแรงต้านของน้ำได้มากขึ้น รสชาติกาแฟก็จะนุ่มนวลและหวานขึ้น
  • 49-51mm: ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องชงกาแฟสำหรับใช้ในบ้าน ออกแบบมาเพื่อให้ใส่กาแฟได้น้อยลงแต่ยังคงรักษาความหนาของก้อนกาแฟที่สามารถสร้างแรงดันที่เหมาะสมได้อยู่ เพื่อตอบโจทย์การบริโภคกาแฟในปริมาณน้อยๆ บางยี่ห้อมีขนาดที่เล็กกว่านั้นอีก ปัจจุบันอินฟลูบางคนหันมาให้ความสนใจกับตะแกรงขนาดเล็กๆ กันแล้วเพราะรู้สึกว่าชงกาแฟออกมาแล้วอร่อยกว่า ถ้าสนใจข้อนี้อยากให้ติดตามเพจเราไปเรื่อยๆ ครับ

3. มือไหนดี? มือหนึ่ง สอง หรือ…

แม้ว่าเครื่องใหม่แกะกล่องจะสวยเนี้ยบน่าใช้ แต่เครื่องมือสองที่ผ่านการ Refurbished ก็ช่วยให้คุณประหยัดงบได้มหาศาล

  • เครื่องใหม่ (New): มาพร้อมการรับประกันเต็มรูปแบบจากผู้ผลิต, เทคโนโลยีล่าสุด และความสบายใจที่ได้ของใหม่แน่นอน แต่ก็ต้องแลกมากับการลงทุนเริ่มต้นที่สูงกว่ามาก
  • เครื่องมือสอง (Second-Hand Refurbished): สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายเริ่มต้นได้ถึง 30-50% แต่สิ่งสำคัญคือต้องซื้อจากผู้ขายที่น่าเชื่อถือ มีการรับประกัน และผ่านการตรวจสอบหรือเปลี่ยนอะไหล่ที่เสื่อมสภาพแล้วอย่างละเอียด ควรระวังการซื้อ “ตามสภาพ” เพราะอาจกลายเป็นหลุมดำดูดเงินค่าซ่อมได้

4. เอาเครื่องจากประเทศไหนดี?

ประเทศต้นกำเนิดมักจะสะท้อนถึงปรัชญาของแบรนด์นั้นๆ

  • แบรนด์อิตาลี (เช่น La Marzocco, Nuova Simonelli, Victoria Arduino): มีชื่อเสียงด้านความน่าเชื่อถือ ความทนทาน และดีไซน์คลาสสิก ถือเป็น “โตโยต้า” ของวงการ หากเครื่องมีปัญหาก็มีอะไหล่เต็มเมือง หากเบื่อๆ ก็จะส่งต่อเปลี่ยนมือได้ง่าย
  • แบรนด์ไฮเอนด์ (เช่น Slayer, Synesso, Kees van der Westen): เป็นที่รู้จักในด้านเทคโนโลยีสุดล้ำ ความสามารถในการปรับแรงดัน (Pressure Profiling) และดีไซน์ที่สวยงามน่าทึ่ง มาพร้อมกับราคาที่สูง แต่ก็ให้การควบคุมที่เหนือชั้นสำหรับบาริสต้าที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ
  • แบรนด์ใหม่จากจีน: เริ่มนำเสนอเครื่องที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า แม้ชื่อเสียงอาจจะยังไม่แพร่หลายเท่า แต่บางแบรนด์ก็มีฟังก์ชันที่น่าประทับใจและคุ้มค่ามาก ควรศึกษาข้อมูลรีวิวและบริการหลังการขายให้ดีก่อนตัดสินใจ

5. ทุ่มทุนเท่าไหร่ดี?

เห็นบางร้านลงุทนมหาศาลกับเครื่องระดับไฮเอนด์ เพื่อหวังสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า เราต้องทำแบบนั้นมั้ย? คำตอบคือ business plan เป็นยังไงครับ แม้เครื่องเหล่านี้จะยอดเยี่ยม แต่ฟังก์ชันขั้นสูงอาจไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มศักยภาพในร้านที่เน้นการบริการที่รวดเร็วและเครื่องดื่มขวัญใจชาวไทย เครื่องระดับกลางๆ จากอิตาลีที่คุณภาพดีก็ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมและให้ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่ดีกว่า ก่อนตัดสินใจเลือกเครื่อง ต้องมองที่ฟังก์ชั่นการใช้งานสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์และงบประมาณของร้าน

6. กี่หม้อต้ม (Boiler) ดี?

ระบบ Boiler คือตัวกำหนดความสามารถของเครื่องในการชงกาแฟและสตีมฟองนมไปพร้อมๆ กัน

  • Single Boiler: ใช้หม้อต้มเดียวในการทำความร้อนทั้งสำหรับการชงและสตีมฟองนม แต่ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ ไม่เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์
  • Heat Exchanger: มีหม้อต้มเดียวที่รักษาอุณหภูมิสำหรับไอน้ำ แต่มีท่อน้ำสำหรับชงวิ่งผ่านเพื่อแลกเปลี่ยนความร้อน เป็นตัวเลือกที่ดีและคุ้มค่าสำหรับคาเฟ่จำนวนมาก ถ้า 90% ของเครื่องดื่มที่ชงเป็นกาแฟเย็น เครื่องชงระบบนี้ก็เพียงพอแล้ว
  • Dual / Multi Boiler: มีหม้อต้มแยกกันสำหรับการชงและสตีมฟองนมโดยเฉพาะ ทำให้ควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำและสามารถทำงานทั้งสองอย่างได้พร้อมกันโดยที่อุณหภูมิไม่ตก เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับร้านที่มียอดขายสูงและร้านกาแฟ Specialty ที่ต้องการการควบคุมขั้นสุด

7. สร้างแรงดันยังไงดี?

จุดเด่นของเครื่องชงเอสเพรสโซคือการรีดหัวกาแฟเข้มข้นออกมาด้วยแรงดันสูง

  • Manual Lever: ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องชงกาแฟขนาดเล็กสำหรับชงในบ้าน ต้องการฝีมือของบาริสต้า 100% เพื่อให้ได้ความแม่นยำของการสร้างแรงดัน เป็นงานคราฟท์ขั้นสุด
  • Spring Lever: ย้อนอดีตไปยุคโบราณเพื่อมอบประสบการณ์การชงที่ไม่เหมือนใคร แรงดันที่ลดหลั่นลงตามธรรมชาติของสปริงสามารถสร้างรสชาติเอสเพรสโซที่หวานและมี Body ที่ดี มีดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตา แต่ต้องใช้แรงในการโยกสปริงแข็งๆ
  • Pump-Driven: เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ใช้ปั๊มไฟฟ้าในการสร้างแรงดันที่คงที่ ใช้งานง่ายกว่าและให้ความสม่ำเสมอของรสชาติได้ดีกว่า เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีล้ำหน้าไปไกล เครื่องรุ่นใหม่ๆ สามารถสร้างโพรไฟล์ของแรงดันได้ซับซ้อน ปรับแต่งรสชาติของกาแฟได้หลากหลาย ซึ่งก็ต้องการบาริสต้าที่มีความเข้าใจมากขึ้นตามไปด้วย

8. การเตรียมระบบไฟฟ้า: เรื่องสำคัญที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด

เครื่องชงกาแฟเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานสูงและต้องการระบบไฟฟ้าที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ

  • แรงดันและแอมแปร์: เครื่องเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ต้องการแรงดันไฟและกระแสไฟที่สูง (ปกติคือ 20-30 แอมป์) ซึ่งไม่ใช่เต้ารับแบบมาตรฐานทั่วไป ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ใช้ไฟสามเฟส ซึ่งไฟบ้านทั่วไปไม่มี ต้องขอมิเตอร์กับการไฟฟ้าใหม่
  • วงจรเฉพาะ (Dedicated Circuit): เครื่องชงต้องต่อกับเบรกเกอร์ของตัวเองเท่านั้น เพื่อป้องกันไฟกระชากหรือไฟตก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้เครื่องและส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน
  • ปรึกษาช่างไฟฟ้า: ก่อนที่เครื่องจะมาส่ง ควรให้ช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตมาติดตั้งเต้ารับและวงจรที่ถูกต้องให้เรียบร้อย นี่คือขั้นตอนสำคัญเพื่อความปลอดภัยและการรับประกันสินค้า

9. “น้ำ” คือหัวใจสำคัญ: ต้องกรอง กรอง แล้วก็กรอง!

คุณภาพของน้ำเป็นปัจจัยที่ถูกมองข้ามมากที่สุด ทั้งที่มีผลต่อรสชาติกาแฟและอายุการใช้งานของเครื่อง ตะกรันที่เกิดจากน้ำกระด้างคือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เครื่องชงกาแฟพัง

  • การตรวจวัดค่าน้ำ: ก่อนติดตั้ง ควรนำน้ำไปตรวจวัดค่าความกระด้าง (TDS), ค่า pH และปริมาณคลอรีน
  • ระบบกรองที่เหมาะสม: จากผลการตรวจวัด ให้ติดตั้งระบบกรองน้ำเกรดเชิงพาณิชย์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงไส้กรองคาร์บอนเพื่อกำจัดคลอรีน และระบบทำน้ำอ่อน (Softener) หรือระบบ Reverse Osmosis (RO) เพื่อจัดการกับความกระด้าง
  • วาล์วควบคุมแรงดันน้ำและท่อน้ำเฉพาะ: เพื่อให้ให้มั่นใจได้ว่าน้ำที่เข้าเครื่องมีแรงดันและอัตราการไหลที่สม่ำเสมอ แรงดันไม่เหวี่ยงไปมาถ้าเปิดก๊อกน้ำ

10. ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership): มองให้ไกลกว่าป้ายราคา

ราคาซื้อเริ่มต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้เข้าใจผลกระทบทางการเงินอย่างแท้จริง คุณต้องพิจารณาต้นทุนรวมทั้งหมดตลอดอายุการใช้งาน

  • ค่าติดตั้ง: รวมค่าใช้จ่ายในการเดินระบบไฟฟ้าและระบบประปา
  • ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม: หาข้อมูลเกี่ยวกับความพร้อมใช้งานและราคาของอะไหล่ รวมถึงช่างเทคนิคที่เชี่ยวชาญสำหรับแบรนด์ที่คุณเลือกในพื้นที่ของคุณ
  • ค่าไฟ: เครื่องชงรุ่นใหม่ๆ มักจะประหยัดพลังงานมากกว่า ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากในระยะยาว
  • ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม: ความซับซ้อนของเครื่องจะส่งผลต่อเวลาและค่าใช้จ่ายในการเทรนพนักงานของคุณ

การทำตามเช็กลิสต์นี้อย่างละเอียดจะช่วยให้เจ้าของคาเฟ่ทั้งมือใหม่และเสามารถตัดสินใจเลือกเครื่องชงกาแฟได้อย่างมั่นใจ หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่มีค่าใช้จ่ายสูง และได้เครื่องชงที่จะเป็นหัวใจสำคัญที่มั่นคงและสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจของคุณไปอีกนานหลายปี

In Search for Single Dose Grinder

ภารกิจตามหาเครื่องบดแบบ single dose ที่ชอบยังคงดำเนินอยู่ต่อไปครับ คราวนี้มีสองตัว คือ Ceado E6C เราซื้อมาจาก Espressoman Supply และอีกตัว Varia VS6 Flat ซึ่งสั่งมาจากในเว็บ official ดังนั้นเราจะรีวิวตามที่เราสังเกตเห็นและสัมผัสได้อย่างจริงใจ เราสุดท้ายเราจะเทียบรสชาติกับเจ้า conical ตัวจิ๋ว Option-O Lagom Mini ในฐานะที่เป็น single dose เหมือนกัน

วันนี้เทสกับ Dalla Corte XT ปรับแรงดันไว้ที่ 4 บาร์และโฟลว์ 2.5g / sec ใช้กาแฟ French Roast ของเราซึ่งเป็นอราบิก้า 100% คั่วเข้ม ใช้กาแฟบด 18 กรัม ชงให้ได้น้ำกาแฟ 30 กรัม ใน 32 วินาที

หน้าตา Ceado จะดูเหมือนเครื่องบด commercial เอามาวางเอียงๆ 70 องศาแล้วถอดโถใส่กาแฟด้านบนออก อาจจะดูไม่สวยนักแต่มั่นใจได้ว่าอึดถึกทนแน่นอน การใช้งานไม่ซับซ้อน มีสองปุ่มเปิดปิดด้านขวา ใส่กาแฟลงไปด้านบน บดจนเสร็จแล้วตบๆ ไล่ลม ท่อผงกาแฟถอดทำความสะอาดง่ายแต่อยู่ค่อนข้างสูงเวลาบดจะมีฟุ้งบ้าง การปรับความละเอียดเป็นแบบ stepless เลือกได้ตั้งแต่หยาบมากสำหรับ french press ไปจนถึงละเอียดแบบ espresso การหมุนปรับทำได้ง่ายพอสมควร

ส่วน Varia เป็นทรงเหลี่ยมๆ เอียง 76.5 องศา มอเตอร์เป็นแบบ Brushless DC สามารถปรับความเร็วรอบได้ตั้งแต่ 500-1600 รอบต่อนาที มีปุ่มมัลติฟังก์ชันอยู่ด้านขวา กดทีแรกเปิดเครื่อง หมุนเพื่อปรับความเร็วรอบ กดอีกทีมอเตอร์ทำงาน กดอีกทีเพื่อหยุด ถ้วยรับผงกาแฟมีแม่เหล็กดูดให้ตรงกับตำแหน่งท่อผงกาแฟที่ถอดทำความสะอาดง่าย แต่ฟังก์ชั่นดีดเพื่อไล่ผงกาแฟค้างท่อทำได้ค่อนข้างลำบาก การปรับความละเอียดเป็นแบบ stepless ที่ลื่นมากจนคิดว่าตอนบดมันจะรูดไปตามแรงเสียดทานของผงกาแฟมั้ย ซึ่งพอได้ลองบดก็พบว่ามันไม่ขยับเลย อันนี้ประทับใจมาก

การถอดทำความสะอาดภายใน Ceado ใช้ไขควงขันน็อตสามตัวแล้วถอดออกมาได้ทั้งชิ้น สะดวก ง่าย ไม่ต้องกังวลว่าเบอร์บดจะเคลื่อน ส่วน Varia ไม่ต้องใช้เครื่องมือแต่ใช้ปรับเบอร์บดไปทางหยาบเรื่อยๆ จนมันหลุดออกมา grinding chamber ของ Varia ใหญ่มากเพราะถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนฟันบดเป็นแบบ conical ได้ด้วย

การออกแบบลายฟันบดของ Ceado เป็นลายที่ค่อนข้างแปลก เค้าว่ามันเป็นลายแบบ multipurpose ขนาด 64 มม. ที่ยังคงรักษาความสม่ำเสมอของขนาดผงกาแฟไม่ว่าจะบดหยาบหรือละเอียด และจุดขายอีกอย่างก็คือการเคลือบ opalglide เพื่อเอาใจบาริสต้าที่ชอบพ่นน้ำใส่กาแฟก่อนบดเพื่อลดไฟฟ้าสถิตย์

ส่วน Varia เป็นฟันบดสแตนเลสขนาด 58 มม. แบบ blind burr คือซ่อนน็อตที่ยึดฟันบดไว้ด้านหลัง ทำให้มีพื้นที่ในการบดกาแฟเพิ่มขึ้น ผงกาแฟไหลผ่านฟันบดได้ราบรื่นขึ้น ไฟฟ้าสถิตย์น้อยลง ไม่ต้องทำความสะอาดตามซอกรูน็อต และสามารถทำให้ขนาดของผงกาแฟมีความสม่ำเสมอมากขึ้น ทีเด็ดกว่านั้นคือมีลายเฟืองและการเคลือบเฉพาะของ flat burr ให้เลือกถึง 5 แบบ และของ conical burr อีก 4 แบบ ทางผู้ผลิตอ้างว่าแต่ละแบบสามารถให้รสชาติที่แตกต่างกันตามความต้องการในการใช้งาน

ทีนี้มาดูจุดสำคัญสำหรับเครื่องบดแบบ single dose นั่นก็คือเรื่องผงกาแฟตกค้าง จากรีวิวในเน็ตบอกว่าเหลือผงกาแฟค้างน้อยมากๆ แต่เอาจริงๆ ก็ยังเจอว่ามีกาแฟค้างกันทั้งนั้น ส่วนจะมากน้อยยังไงรับได้ที่เท่าไหร่ก็แล้วแต่พิจารณาครับ

เราใช้วิธีทำความสะอาดเครื่องบดแบบเปิดเฟืองออกมา เพื่อเอาผงกาแฟที่ตกค้างข้างในทั้งหมดออก แล้วชั่งกาแฟ 18 กรัม บดจนเครื่องเงียบแล้วตบไล่ออกให้หมดเท่าที่จะทำได้ สำหรับ Ceado ตอนแรกก็ตกใจเหมือนกันว่าทำไมค้างเยอะ ปรากฏว่ายังตบออกมาไม่หมด ซึ่งยังค้างอยู่อีกพอสมควร โดยรวมเครื่องบดทั้งสองทำตรงนี้ได้ดีสมกับที่ตั้งใจให้ใช้งานในลักษณะนี้

สุดท้ายเมื่อชิมรสชาติ (กาแฟคั่วเข้ม) เทียบกันระหว่าง Lagom Mini, Ceado, และ Varia พบว่า กาแฟจากฟันบด Conical ของ Lagom Mini หวานสุด มีเนื้อสัมผัสที่ดี ส่วน Varia จะมี acidity ที่ชัดกว่า ไม่หวาน ไม่หนักเท่า ส่วน Ceado จะอยู่ตรงกลางระหว่างสองตัวนี้

สำหรับ Ceado ใครสนใจมาลองเล่นได้ที่ร้านครับ ส่วน Varia ขอยกกลับไปเทสที่แล็บบ้านๆ ลองเล่นกับความเร็วรอบ ลองเปลี่ยนเฟือง แล้วได้ความว่าอย่างไรจะมารายงานให้ทราบครับ

The Perfect Grinder

จั่วหัวมาแบบนี้อาจจะฟังดูโอเวอร์ไปหน่อย แต่ช่วงนี้กำลังสนใจเรื่องเครื่องบดกาแฟแบบ single dose สำหรับใช้ที่บ้าน และทาง Beanshere ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องบดกาแฟระดับไฮเอนด์ยี่ห้อ Bentwood ได้กรุณาให้เครื่องมาทดสอบดู ระหว่างนั้นได้พูดคุยปรึกษากับเพื่อนๆ หลายคนให้ความเห็นว่าเครื่องบดตัวนี้ให้รสชาติกาแฟที่สุดยอดมาก แต่อาจจะไม่เหมาะกับการใช้งานแบบ single dose ที่กำลังหาอยู่ เลยลองไปปรึกษา AI ว่าเครื่องบดกาแฟที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร

วัตถุประสงค์ในการใช้งานเครื่องบดกาแฟแบบ single dose คือ บดกาแฟทีละน้อยๆ พอชงกาแฟแค่ถ้วยหรือสองถ้วย และสามารถเปลี่ยนกาแฟไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องถอดเฟืองออกมาทำความสะอาดผงกาแฟของตัวก่อนที่หลงเหลืออยู่ในเครื่องบดเพราะกลัวว่าจะมาปะปนกับกาแฟตัวใหม่

เอาจริงๆ จากรูปที่ลองถอดออกมาดูพบว่ามีผงกาแฟเหลืออยู่บ้างตามจุดต่างๆ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเครื่องบดกาแฟเอสเพรสโซที่เคยผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงช่องที่เป็นทางออกของผงกาแฟซึ่งปกติจะมีกาแฟติดอยู่ค่อนข้างมาก แต่ Bentwood ตัวนี้มีผงกาแฟเหลืออยู่น้อยมาก น่าจะเพราะการวางฟันบดในแนวตั้ง แรงโน้มถ่วงของโลกช่วยดึงผงกาแฟไหลออกจากเครื่องบดได้เร็วและไม่ติดค้างอยู่ข้างใน

ส่วนตัวคิดว่าจุดที่จะแยกความแตกต่างระหว่าง single dose grinder ออกจากเครื่องบดกาแฟปกติทั่วไป ก็น่าจะมีแค่จุดนี้จุดเดียวแหละ

ประการที่สองของเครื่องบดกาแฟที่ดี คือความแม่นยำของการตั้งศูนย์ของฟันบดทั้งสองตัวให้ได้ระนาบที่สุด ซึ่งมีผลมากๆ ต่อการกระจายตัวของผงกาแฟขนาดต่างๆ ที่บดได้ ยิ่งฟันบดมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความแม่นยำในการตั้งศูนย์มากเท่านั้น สำหรับ Bentwood ตัวนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางฟันบด 63 มม. ถือว่าเป็นขนาดกลางๆ อาจจะไม่ต้องเป๊ะขนาดไมครอนก็ได้

ฟันบดขนาด 180 มม. ของเครื่องบดกาแฟระดับอุตสาหกรรม ที่ต้องมีการตั้งศูนย์ละเอียดในระดับไมครอน หากต้องการขนาดผงกาแฟที่สม่ำเสมอมากๆ

ประการที่สาม อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว เครื่องบดกาแฟปกติจะยึดฟันบดกับเครื่องด้วยน็อต การมีรูน็อตทำให้ผงกาแฟติดอยู่ในรูน็อต และการไหลของผงกาแฟผ่านฟันบดอาจจะไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร (จินตนาการว่าเรากำลังตัด/บดกาแฟด้วยมีดที่มันบิ่นไป) สองรูปด้านล่างเป็นฟันบดของ Ditting 804 กับ Ditting 805 (หรือที่มีอีกชื่อว่า Mahlkonig Tanzania) ที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการแต่ไม่มีรูน็อต วิธีการยึดฟันบดแบบไม่ให้มีรูน็อตก็มีหลายแบบด้วยกัน เช่นใช้แม่เหล็กแรงสูง หรือยึดน็อตจากด้านข้างหรือด้านหลัง กูรูกาแฟในเน็ตหลายคนให้ความเห็นว่ารูน็อตอาจจะไม่ได้ส่งผลต่อรสชาติเท่าไหร่ และปัจจัยอื่นๆ ของเครื่องบดกาแฟอาจส่งผลต่อคุณภาพของกาแฟบดมากกว่า ซึ่งถ้าจับมาชิมเปรียบเทียบก็น่าจะจริง แต่ส่วนตัวเกลียดการทำความสะอาดกาแฟในรูน็อตมาก และถ้าเลือกได้ก็อยากได้แบบไม่มีรูน็อตมากกว่า

การแคะผงกาแฟออกจากรูน็อตก็ค่อนข้างฟิน แต่หงุดหงิดอยู่อย่างเดียวคือแคะออกไม่หมดซักที

ปัจจุบันเครื่องบดกาแฟตัวเล็กๆ ราคาไม่แพงแบบ home grinder ก็มีหลายตัวที่เริ่มใช้ฟันบดแบบไม่มีรูน็อต หรือที่เรียกว่า blind burr แล้ว เช่น Ceado Life X ซึ่งเค้าโฆษณาว่าแม้จะมีขนาดกระทัดรัดเพียง 50 มม. แต่ให้พื้นที่หน้าตัดเท่ากับฟันบดขนาด 60 มม. เพราะแค่ไม่มีน็อต!

ฟันบดเล็กๆ ขนาด 58 มม.​ แต่มีรูน็อตให้แคะเศษกาแฟถึง 6 รู

ประการสุดท้ายคือเรื่องการปรับระยะห่างของฟันบด เนื่องจากเครื่องบดแบบ single dose จะเปลี่ยนกาแฟบ่อย และกาแฟแต่ละตัวก็จะต้องการความละเอียดที่ไม่เท่ากันในการชงแต่ละครั้ง อาจจะเปลี่ยนอุปกรณ์การชงไปเรื่อยๆ ซึ่งการปรับระยะห่างแบบ stepless ที่ง่ายและแม่นยำทำให้การชงกาแฟสะดวกสบายขึ้น

ตัวเลขบอกระยะห่างของ Bentwood ใช้หลัก micron มาอ้างอิง ซึ่งระยะจริงอาจคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย
วงแหวนปรับระยะฟันบดของ Bentwood ที่มีขนาดใหญ่มาก ยิ่งทำให้ปรับความละเอียดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การออกแบบ รูปร่างหน้าตา การจัดวางปุ่มต่างๆ ที่กระทบต่อ workflow การชงกาแฟ วัสดุที่ใช้ผลิตตัวเครื่องและฟันบด เดี๋ยวนี้ผู้ผลิตก็มีการชุบเคลือบฟันบดด้วยวัสดุต่างๆ กันเพื่อเพิ่มความแข็งให้ตัดบดเมล็ดกาแฟได้ง่ายขึ้น เพิ่มความลื่นให้กาแฟไหลผ่านออกไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อรสชาติของกาแฟบ้างไม่มากก็น้อย

โพสต์นี้พูดถึงแต่ฟันบดแบบแบน (flat burrs) แล้วฟันบดแบบทรงกรวย (conical) ล่ะ โดยธรรมชาติไม่มีรูน็อตขวางกลางอยู่แล้ว ผงกาแฟไหลจากบนลงล่าง และให้รสชาติที่แตกต่างจากแบบแบนพอสมควร ซึ่งก็แล้วแต่คนว่าชอบกาแฟรสชาติแบบไหน มองหารสชาติแบบไหนในกาแฟแต่ละตัว

โดยสรุป Bentwood อาจจะไม่ใช่ perfect single dose grinder ตามที่หลายคนได้ให้ความเห็นไว้ แต่เป็นเครื่องบดคุณภาพสูงจากสวิสเซอร์แลนด์ ให้รสชาติอันมีเอกลักษณ์ที่ดี มี workflow การทำงานที่ง่าย และเมื่อใช้เป็นเครื่องบดแบบ grind on demand ให้ปริมาณผงกาแฟที่แม่นยำมาก

ส่วนผมก็ต้องหาเครื่องบดกาแฟแบบ single dose ขนาดกระทัดรัดสำหรับใช้ในบ้านต่อไปครับ