หลายๆ คนอาจเลือกงานบาริสต้าเป็นงานพาร์ตไทม์ระหว่างเรียนเพราะชอบบรรยากาศในร้านกาแฟ บางคนอาจชอบที่ได้ดื่มกาแฟฟรี แต่ในโลกของกาแฟปัจจุบัน อาชีพบาริสต้าไม่ใช่งานพาร์ทไทม์คั่นเวลาอีกต่อไป แต่มันคือศาสตร์ งานฝีมือ และเส้นทางอาชีพที่สามารถเติบโตไปได้ไกล แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคือไม่รู้ว่าเป้าหมายอยู่ไหน ยืนชงกาแฟขาตายไปวันๆ โดยไม่รู้จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร ในฐานะเจ้าของร้าน หรือแม้แต่ตัวบาริสต้าเอง เราจะเปลี่ยนการทำงานรูทีนที่เหมือนเดิมทุกวันให้เป็นการเติบโตที่มีทิศทางได้อย่างไร?
คำตอบอาจไม่ใช่การส่งไปเรียนคอร์สแพงๆ ที่เรียนแล้วได้ใบประกาศมาติดผนังร้านเสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากการสนทนาที่มีคุณภาพ หรือที่เราเรียกว่า “การโค้ช” (Coaching)
หลายคนเข้าใจผิดว่าการโค้ชคือการที่รุ่นพี่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนมาบอกรุ่นน้องว่าต้องทำอะไร (นั่นคือการ Mentoring หรือ Training) หน้าที่ของโค้ชไม่ใช่การป้อนความรู้ แก่นแท้ของการโค้ชคือการทำหน้าที่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนภาพให้บาริสต้าเห็นศักยภาพของตัวเอง ในฐานะโค้ช เราต้องเริ่มต้นจากความเชื่อที่หนักแน่นว่า บาริสต้าที่อยู่ตรงหน้าเรามีคำตอบและศักยภาพในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะยังมองไม่เห็นมันในขณะนั้น การโค้ชจึงเป็นการใช้คำถามเพื่อจุดประกายให้เขาได้ตกผลึกความคิดด้วยตัวเอง แทนที่จะบอกว่าต้องปรับกาแฟอย่างไร โค้ชอาจจะถามว่า “คุณสังเกตเห็นอะไรที่ต่างไปจากเมื่อวานบ้าง?” คำถามนี้จะบังคับให้สมองของเขาเริ่มวิเคราะห์และประมวลผล จนเกิดเป็นความเข้าใจที่หยั่งรากลึกกว่าการทำตามคำสั่ง
อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการโค้ชคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ (Psychological Safety) ที่เราเคยคุยกันไป ลองนึกภาพความรู้สึกของบาริสต้าหน้าใหม่ที่กำลังยืนชงกาแฟแล้วเผลอทำอะไรพลาดไปหน่อย หากบรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยการจ้องจับผิด ความกลัวในใจของน้องใหม่จะกลายเป็นกำแพงสูงที่ปิดกั้นการเรียนรู้ทันที เขาจะเลือกซ่อนความผิดพลาดแทนที่จะเรียนรู้จากมัน การโค้ชที่แท้จริงจะเปลี่ยนแรงกดดันหน้าเครื่องชงให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองที่ปลอดภัย เมื่อบาริสต้ารู้สึกว่าการยอมรับว่าการแยกไม่ออกว่ารสเปรี้ยวนี้คือ Underextracted หรือเป็นที่เมล็ดคั่วอ่อนนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือจุดเริ่มต้นของการเติบโต เมื่อนั้นเองที่เขาจะกล้าขยับจากแค่การทำตามมาตรฐานร้าน ไปสู่การตั้งเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นอย่างการเข้าใจเรื่องการสกัดกาแฟหรือผู้เชี่ยวชาญด้านคั่วกาแฟ เพราะเขารู้ดีว่าเขามีพื้นที่ให้ล้มและมีโค้ชที่พร้อมจะพยุงให้ลุกขึ้นมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ
เพื่อให้การเติบโตนี้เกิดขึ้นจริง บทบาทของคนสองคนต้องสอดประสานกันเหมือนจังหวะการสกัดกาแฟที่สมบูรณ์แบบ เริ่มต้นที่ตัวโค้ชซึ่งอาจจะเป็นเจ้าของร้านหรือ Head Barista หน้าที่หลักของคุณไม่ใช่การพูดแต่เป็นการฟังอย่างตั้งใจ (Active Listener) คุณต้องได้ยินมากกว่าแค่เสียงพูด แต่ต้องสัมผัสได้ถึงความกังวลในน้ำเสียงหรือความมั่นใจที่หายไปผ่านภาษากาย การเป็นโค้ชที่ดีคือการหลีกเลี่ยงคำว่า “ทำไม” ซึ่งฟังดูเหมือนการจับผิด และเปลี่ยนมาใช้คำว่า “อะไร” หรือ “อย่างไร” เพื่อเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ พร้อมกับทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนที่คอยให้กำลังใจและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าไฟแห่งการเรียนรู้จะไม่ดับลงกลางทาง
ในขณะเดียวกันผู้รับการโค้ชต้องก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของปัญหาอย่างเต็มตัว โดยตระหนักว่าความก้าวหน้าในอาชีพคือความรับผิดชอบของเขาเอง ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะหยิบยื่นให้ได้ฟรีๆ เขาต้องเปิดใจ ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง และกล้าที่จะแสดงความไม่รู้ของตนออกมาเพื่อให้กระจกเงาบานนี้สะท้อนภาพได้ชัดเจนที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นผู้ลงมือทำ เพราะไม่ว่าแผนการเติบโตจะสวยหรูเพียงใด หากขาดวินัยในการฝึกฝนตามที่ตกลงกันไว้ การโค้ชนั้นก็จะเป็นเพียงบทสนทนาที่ว่างเปล่า

เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว เครื่องมือที่จะช่วยให้บทสนทนานั้นมีทิศทางและไม่หลงทางก็คือ GROW Model ครับ ซึ่งผมอยากให้ลองนึกภาพว่ามันคือ GPS นำทางบนหน้าปัดรถยนต์ที่ช่วยเปลี่ยนความฝันลอยๆ ให้กลายเป็นแผนที่ที่จับต้องได้จริง
การเดินทางเริ่มต้นที่ G หรือ Goal ซึ่งเปรียบเสมือนการปักหมุดปลายทางที่เราจะไป บาริสต้าหลายคนมักติดกับดักเป้าหมายกว้างๆ อย่างคำว่า “อยากเก่งขึ้น” ซึ่งในเชิงการโค้ชแล้ว มันเหมือนกับการบอก GPS ว่า “อยากไปที่ไหนก็ได้ที่สวยๆ” เป้าหมายที่ทรงพลังต้องโฟกัสให้ชัด เช่น การตั้งเป้าจะคว้าแชมป์ลาเต้อาร์ตระดับภูมิภาค ความชัดเจนนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดแรงเหวี่ยงให้เราเริ่มออกตัววิ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง
เมื่อเห็นปลายทางชัดแล้ว เราต้องกลับมาดูที่ R หรือ Reality คือการสำรวจตำแหน่งปัจจุบันอย่างซื่อสัตย์ที่สุด โค้ชจะชวนให้บาริสต้าลองวิเคราะห์ดูว่า “ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเป้าหมาย?” เขาอาจจะพบความจริงที่ว่า แม้จะเทลายลาเต้อาร์ตได้สวยในตอนซ้อม แต่พอเจอแรงกดดันจากการมีคนจดจ้องกลับมือสั่นจนคุมลายไม่ได้ การยอมรับความจริงที่เจ็บปวดแต่ซื่อสัตย์นี้แหละคือการสร้างฐานที่มั่นคงที่สุดก่อนจะเริ่มก้าวต่อไป
หลังจากรู้จุดเริ่มต้นและจุดหมาย ขั้นถัดมาคือการมองหา O หรือ Options ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการระดมสมองหา “ความเป็นไปได้” โดยยังไม่ถูกปิดกั้นด้วยคำว่าทำไม่ได้ บาริสต้าอาจจะมองเห็นทางเลือกหลากหลาย หน้าที่ของโค้ชในช่วงนี้คือการช่วยขยายขอบเขตความคิดให้กว้างที่สุด เพื่อให้เขาเห็นว่าถนนที่มุ่งสู่เป้าหมายนั้นไม่ได้มีเพียงเส้นเดียว
สุดท้ายคือการเปลี่ยนความคิดให้เป็นการลงมือทำจริงในขั้น W หรือ Way Forward ซึ่งเป็นจุดที่ทางเลือกจะถูกกลั่นออกมาเป็นสัญญาใจที่ชัดเจน บาริสต้าจะไม่แค่พูดว่า “จะพยายาม” แต่จะระบุออกมาเป็นแอคชั่นที่จับต้องได้ เช่น “ผมจะฝึกซ้อมเทลาเต้อาร์ตวันละ 50 ถ้วย เริ่มจากลายใบไม้ก่อน” นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด เพราะมันคือการเปลี่ยนสถานะจากผู้รับคำสั่ง มาเป็นผู้กำหนดอนาคตของตัวเองอย่างแท้จริงครับ
แม้ GROW Model จะฟังดูเป็นระบบ แต่ในโลกความจริงของคนทำงานกาแฟมันอาจจะตึงเกินไปในบางครั้ง บ่อยครั้งที่บาริสต้ายังไม่รู้จริงๆ ว่าเป้าหมาย (Goal) ของตัวเองคืออะไรกันแน่ การฝืนปักหมุดตั้งแต่ 5 นาทีแรกของการสนทนาอาจนำไปสู่เส้นทางที่เขาไม่ได้ต้องการจริงๆ บางครั้งอาจมีปัจจัยภายนอกที่เราคุมไม่ได้ เช่น พนักงานลาออกกะทันหัน หรืออุปกรณ์เสีย ซึ่งอาจทำให้แผนที่วางไว้พังทลายลงได้ง่ายๆ หากเรายึดติดกับโมเดลนี้เป็นเส้นตรงมากเกินไปโดยไม่ยืดหยุ่น การโค้ชอาจกลายเป็นการสร้างภาระทางใจมากกว่าการสร้างแรงบันดาลใจครับ
ลองใช้โมเดลนี้ในการคุย 1-on-1 ประจำเดือนกับพนักงานดูครับ แทนที่จะคุยเรื่องยอดขายหรือความผิดพลาด ลองเริ่มถามบาริสต้าของคุณว่า “ปีนี้คุณอยากทิ้งร่องรอยหรือความสำเร็จอะไรไว้ที่บาร์นี้บ้าง?” (Goal) แล้วปล่อยให้เขาได้ลองวิเคราะห์ตัวเองดู คุณจะพบว่าคำตอบที่ออกมาจากปากของเขาเอง มีพลังมากกว่าคำสั่งที่คุณมอบให้หลายเท่าตัวเลยครับ




















