Blue Ocean

วันก่อนได้ไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือ เห็นหนังสือ Harvard Business Review’s 10 Must Reads ประจำปี 2026 ที่รวบรวมบทความสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ได้รับการตีพิมพ์ในปี 2025 มีบทความนึงเกี่ยวกับกลยุทธ์อัจฉริยะของ Taylor Swift ด้วยความที่เพลงของเธอกำลังดังติดชาร์ตพอดี ประกอบกับอยากรู้ว่ากลยุทธ์ของนักร้องเพลงป๊อปคนนึงมันน่าสนใจขนาด HBR ต้องเอามาลงในหนังสือเล่มนี้เลยเหรอ ก็เลยซื้อมา

เอาเป็นว่าเราจะข้ามเรื่องประวัติของเธอ รางวัลความสำเร็จต่างๆ ที่เธอได้รับ มาลงรายละเอียดในหนังสือกันเลย ความสำเร็จของสวิฟต์สามารถอธิบายได้จากพฤติกรรมหลักสี่อย่าง ได้แก่ 1. การมุ่งเป้าไปยังตลาดที่ยังไม่มีใครสนใจ 2. การมองหาโอกาสสร้างความผูกพันกับแฟนๆ อย่างต่อเนื่อง 3. การรักษา “ความระแวงเชิงสร้างสรรค์” ไว้เสมอ และ 4. การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของแพลตฟอร์มต่างๆ

ในข้อแรก ตลาดที่ยังไม่มีใครสนใจก็คือกลยุทธ์ blue ocean คือการหนีจากตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือดเลือดพล่าน แล้วหาดูว่ามีช่องว่างตรงไหนให้เรายืนบ้าง เทเลอร์บอกว่า เพลงคันทรีส่วนใหญ่ที่เธอได้ยินมักมีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตแต่งงาน เรื่องลูก และการตั้งรากฐานครอบครัว ซึ่งเธอรู้สึกว่าไม่เข้ากับเด็กวัยรุ่นอย่างเธอ และเธอคิดว่ายังมีเด็กวัยรุ่นที่ชอบฟังเพลงคันทรีเหมือนกับเธอที่ก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน ดังนั้นเนื้อเพลงคันทรีในอัลบั้มแรกของเธอจึงเกี่ยวกับความรักหรือสิ่งที่วัยรุ่นสนใจ ตอนนั้นทางผู้บริหารค่ายเพลงก็ไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่ด้วยยอดขายที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามันมีความต้องการตรงนี้อยู่จริงๆ

พอมาถึงตรงนี้ผมก็อยากรู้เรื่อง blue ocean มากขึ้นเลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าหลักคิดของกลยุทธ์นี้คือเรื่องการหานวัตกรรมด้านคุณค่า (Value Innovation) แปลตรงๆ ก็คือตัวสินค้าและบริการที่นำเสนอมันสร้างคุณค่าอะไรใหม่ๆ ให้กับลูกค้าบ้าง โดยมีกรอบแนวคิดที่สำคัญสองอย่าง คือ ลด (Eliminate /Reduce) และ เพิ่ม (Raise / Create) คุณค่าของสินค้าและบริการที่เรานำเสนอทำให้การแข่งขันไม่สำคัญอีกต่อไป ในวงการกาแฟปัจจุบันตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ Luckin Coffee

ก่อนหน้าลัคกิ้นจะเกิดขึ้นมา ผู้ครองตลาดร้านกาแฟในประเทศจีนก็คือสตาร์บัคส์ ลัคกิ้นผู้มาใหม่จะทำร้านให้น่านั่งกว่าสตาร์บัคส์ก็คงยาก เค้าก็เลยคิดว่าถ้างั้นทำร้านไม่ต้องมีที่นั่ง (eliminate) ลดขนาดพื้นที่ ลดคน (reduce) แล้วใช้เทคโนโลยีมาช่วย นั่นคือออกแบบระบบการชงกาแฟที่ใช้เครื่องชงแบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถทำกาแฟได้เร็ว (raise) กับแอพในการสั่งกาแฟที่ล้ำสมัยมากๆ ทำให้ร้านกาแฟเข้าไปอยู่ในมือถือของทุกคน กับโปรโมชั่นการลดราคาอันดุเดือดเพื่อสร้างฐานลูกค้าใหม่ (create) ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย กับการค้นพบ blue ocean ขนาดใหญ่มากๆ ทำให้ลัคกิ้นเติบโตอย่างรวดเร็ว

สำหรับในไทย ร้านกาแฟที่ผมคิดว่าเคยเป็นผู้บุกเบิกน่านน้ำใหม่ก็คือ gallery drip coffee ในตลาดที่คนเปิดร้านกาแฟเมื่อสิบกว่าปีก่อนต้องเริ่มที่การซื้อเครื่องชงเอสเพรสโซ เครื่องบดกาแฟไฟฟ้า gallery drip ลดต้นทุนในการเปิดร้านที่ต้องหมดไปกับเครื่องชงกาแฟราคาแพง แล้วแนะนำให้คนรู้จักกาแฟดริปและเครื่องบดมือหมุนโบราณ กาแฟคั่วไม่เข้มเกินไปสำหรับชงกาแฟอ่อนๆ สไตล์ญี่ปุ่น ลีลาการหยดน้ำลงบนผงกาแฟอย่างช้าๆ เป็นจังหวะ ทำให้กาแฟที่คนเคยคิดว่าเป็นเครื่องดื่มแก้ง่วงกลายเป็นงานฝีมือที่น่าชื่นชม

ก่อนทุกคนจะออกไปลุยน่านน้ำใหม่ๆ ก็อยากบอกว่ามันก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เราไม่รู้ว่าน่านน้ำนั้นจะมีปลาให้จับเยอะแค่ไหน ยิ่งต้องลงทุนทำนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เพื่อสร้างคุณค่าที่ไม่มีคู่แข่งเคยทำก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นไปอีก ความเสี่ยงอีกอย่างก็คือถ้าคุณค่าใหม่ที่เราสร้างขึ้นมามันเลียนแบบได้ไม่ยาก ระยะเวลาในการอยู่ใน blue ocean ของเราก็จะสั้นลงเพราะทุกคนก็จะแห่มาที่นี่และมันจะกลายเป็นสีแดง

ไว้สัปดาห์หน้ามาต่อเรื่อง Taylor Swift นะครับ วันนี้ว่ายน้ำเหนื่อยละ ยังไม่เจอปลาซักตัว

Ambidexterity

ย้อนกลับไปสมัยที่ผมไปเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสอนภาษาของ อ.สงวน แถวเสาชิงช้า ใครที่เคยผ่านโรงเรียนนั้นมาน่าจะจำบรรยากาศการเรียนได้นะครับ หนึ่งในทีเด็ดที่อาจารย์มักจะให้เราจำคือชุดคำ Synonym และ Antonym ที่มาเป็นพรวน และคำหนึ่งที่ติดอยู่ในหัวผมไม่เคยลืมเลยก็คือคำว่า Ambidextrous ครับ ตอนนั้นผมจำได้แม่นจากรากศัพท์ที่อาจารย์แยกให้ดูว่า ambi แปลว่าทั้งสอง ส่วน dexter หรือ dextrous มันสื่อถึงความคล่องแคล่วเหมือนมือขวา พอรวมกันมันเลยกลายเป็นคนที่ “มีมือขวาทั้งสองข้าง” หรือคนที่ถนัดทั้งสองมือ ถ้าเป็นนักฟุตบอลก็คือคนที่ใช้สองเท้าได้ดีเท่าๆ กัน ด้วยสไตล์การสอนของ อ.สงวน ที่จะเจอคำเดิมๆ ซ้ำๆ จนจำได้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปีก็ได้มาเจอคำนี้กับแนวทางการบริหารธุรกิจที่เรียกว่า Ambidexterity

มือขวาข้างถนัด คือ Exploitation บริหารจัดการกลไกปัจจุบันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด หรือการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เช่นการคุมมาตรฐานการสตีมนมให้เหลือนมทิ้งน้อยที่สุด ตัดรายการเครื่องดื่มบางอย่างที่ขายไม่ดีเพื่อลดรายการวัตถุดิบที่ต้องสต็อกเพิ่ม การปรับปรุงขั้นตอนการชงกาแฟเพื่อให้การบริการลูกค้าดีกว่าเดิม เพราะนี่คือการบำรุงรักษาเครื่องจักรสร้างรายได้ให้อยู่ในสภาพดี ประหยัดน้ำมันและวิ่งไม่สะดุด

มือขวาอีกข้างคือ Exploration หรือการออกไปผจญภัย ลองไปสำรวจอะไรนอกกรอบและกล้ารับความเสี่ยง นี่คือการลงทุนซื้อโอกาสในอนาคตที่อาจไม่ได้กำไรในทันที เช่นการทดลองพัฒนาสินค้ากาแฟในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริโภคได้สะดวกขึ้น หรือโรงคั่วที่รับคั่วกาแฟ OEM ลองหันมาทำร้านกาแฟ บาริสต้ามือฉมังหันมาลองทำช่องยูทูปเพื่อเป็นสื่อในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ผลลัพธ์ของการออกไปสำรวจอาจไม่ใช่ตัวเงินที่กลับมา แต่ได้รู้ว่าอะไรที่ทำแล้วไม่เวิร์คจะได้ไปทำอย่างอื่น อย่างน้อยเมื่อถึงเวลาคับขันก็จะได้รู้ว่าเราจะมีทางเลือกอะไรบ้างเพื่อเอาตัวรอด

แม้ฟังดูสมบูรณ์แบบ (ทำวันนี้ให้ดีและมีแผนเพื่อการเติบโต) แต่การเป็น Ambidextrous นั้นมีความเสี่ยงสูงมากหากบริหารจัดการไม่ดีพอ ถ้าคุณทุ่มเทให้กับอนาคตมากเกินไปธุรกิจปัจจุบันอาจขาดสภาพคล่องจนล้มละลายก่อน หรือพนักงานที่ได้รับมอบหมายให้รักษามาตรฐานประจำวันกับคนพัฒนานวัตกรรมที่อยากทดลองอะไรใหม่ๆ มักจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันชัดเจน ดังนั้น บริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจชื่อดังอย่าง McKinsey ก็เลยต่อยอดแนวคิดเรื่องนี้ไปอีกนิดเพื่อให้เห็นแบบแแผนในการทำงานที่ชัดเจนขึ้นที่เรียกว่า McKinsey’s 3 Horizons โดยใช้ผสมผสานกับสูตรจัดสรรทรัพยากรแบบ 70-20-10

Horizon 1 (H1) — ลงทุน 70% เพื่อ “ปัจจุบัน” คือเวลาและเงินส่วนใหญ่ที่คุณใช้ไปกับการรักษามาตรฐาน ทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้น ประหยัดขึ้น และเร็วขึ้น เพื่อสร้างผลกำไรและ Cash Flow ให้ร้านอยู่รอดได้ในเดือนนี้และปีนี้

Horizon 2 (H2) — ลงทุน 20% เพื่อ “การขยายตัว” นี่คือสะพานเชื่อมระหว่างวันนี้กับอนาคต เป็นสิ่งที่คุณเริ่มทำแล้วเห็นเค้าลางความสำเร็จ เพื่อสร้างรายได้ก้อนใหม่ที่อาจจะกลายเป็นรายได้หลักในอีก 1-3 ปีข้างหน้า แต่มันยังไม่แข็งแรงเท่า H1 มันคือการนำสิ่งที่มีอยู่ไปต่อยอดในรูปแบบใหม่ เช่น จากที่เคยเปิดหน้าร้านอย่างเดียว เริ่มขยายไปทำกาแฟสกัดเย็นแบบขวดส่งตามออฟฟิศ หรือขายกาแฟขาประจำแบบเหมาจ่ายล่วงหน้า

Horizon 3 (H3) — ลงทุน 10% เพื่อ “การบุกเบิก” นี่คือมือขวาอีกข้าง (Exploration) เป็นพื้นที่ของการลองของใหม่ที่คุณยังไม่รู้คำตอบ และมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว คือเงินและเวลาส่วนเล็กๆ ที่คุณยอม “ทิ้ง” เพื่อการเรียนรู้ เช่น การลงทุนใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า หรือการลองเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปเป็นแบบอื่นที่คุณไม่เคยทำ เช่นการขายอาหาร เป็นการลงทุนเพื่อหา “ทางรอดใหม่” ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งเราไม่รู้ว่าโลกวันนั้นจะยังกินกาแฟแบบเดิมอยู่ไหม 10% นี้คือการลงทุนเพื่อค้นหาและสร้างนวัตกรรม

การแบ่งสัดส่วนแบบนี้ช่วยป้องกันไม่ให้คุณ “จมอยู่กับอดีต” จนโลกแซงหน้า (มีแต่ H1) และป้องกันไม่ให้คุณ “เพ้อฝันกับอนาคต” จนเงินหมดกระเป๋า (มีแต่ H3) สำหรับธุรกิจเล็กๆ การแบ่ง 10% ไปทำ H3 อาจดูเหมือนน้อย แต่มันคือ “ค่าประกันความเสี่ยง” ถ้าเราไม่แบ่งเอาไว้เลย วันหนึ่งที่คู่แข่งรายใหญ่ขยับตัวหรือเทรนด์โลกเปลี่ยน เราจะไม่มีอาวุธใหม่ในมือเลยแม้แต่อย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกัน หากคุณบ้าพลังแบ่งไปทำ H3 ถึง 50% ร้านคุณอาจจะเจ๊งตั้งแต่วันนี้เพราะไม่มีเงินสดหมุนเวียน สำหรับร้านเล็กๆ แค่ประคองธุรกิจปกติให้รอดก็เหนื่อยจะแย่แล้ว การพยายามจะทำทั้งสองอย่างอาจทำให้ทรัพยากรที่น้อยอยู่แล้วกระจัดกระจายมากขึ้นไปอีก การเป็นผู้ประกอบการที่ถนัดสองมือจึงไม่ใช่แค่การทำงานหนักขึ้น แต่คือการตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าวันนี้เราจะรักษาสิ่งที่ดีที่สุดไว้ และจะกล้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้อย่างไร

GROW Coaching

หลายๆ คนอาจเลือกงานบาริสต้าเป็นงานพาร์ตไทม์ระหว่างเรียนเพราะชอบบรรยากาศในร้านกาแฟ บางคนอาจชอบที่ได้ดื่มกาแฟฟรี แต่ในโลกของกาแฟปัจจุบัน อาชีพบาริสต้าไม่ใช่งานพาร์ทไทม์คั่นเวลาอีกต่อไป แต่มันคือศาสตร์ งานฝีมือ และเส้นทางอาชีพที่สามารถเติบโตไปได้ไกล แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคือไม่รู้ว่าเป้าหมายอยู่ไหน ยืนชงกาแฟขาตายไปวันๆ โดยไม่รู้จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร ในฐานะเจ้าของร้าน หรือแม้แต่ตัวบาริสต้าเอง เราจะเปลี่ยนการทำงานรูทีนที่เหมือนเดิมทุกวันให้เป็นการเติบโตที่มีทิศทางได้อย่างไร?

คำตอบอาจไม่ใช่การส่งไปเรียนคอร์สแพงๆ ที่เรียนแล้วได้ใบประกาศมาติดผนังร้านเสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากการสนทนาที่มีคุณภาพ หรือที่เราเรียกว่า “การโค้ช” (Coaching)

หลายคนเข้าใจผิดว่าการโค้ชคือการที่รุ่นพี่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนมาบอกรุ่นน้องว่าต้องทำอะไร (นั่นคือการ Mentoring หรือ Training) หน้าที่ของโค้ชไม่ใช่การป้อนความรู้ แก่นแท้ของการโค้ชคือการทำหน้าที่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนภาพให้บาริสต้าเห็นศักยภาพของตัวเอง ในฐานะโค้ช เราต้องเริ่มต้นจากความเชื่อที่หนักแน่นว่า บาริสต้าที่อยู่ตรงหน้าเรามีคำตอบและศักยภาพในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะยังมองไม่เห็นมันในขณะนั้น การโค้ชจึงเป็นการใช้คำถามเพื่อจุดประกายให้เขาได้ตกผลึกความคิดด้วยตัวเอง แทนที่จะบอกว่าต้องปรับกาแฟอย่างไร โค้ชอาจจะถามว่า “คุณสังเกตเห็นอะไรที่ต่างไปจากเมื่อวานบ้าง?” คำถามนี้จะบังคับให้สมองของเขาเริ่มวิเคราะห์และประมวลผล จนเกิดเป็นความเข้าใจที่หยั่งรากลึกกว่าการทำตามคำสั่ง

อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการโค้ชคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ (Psychological Safety) ที่เราเคยคุยกันไป ลองนึกภาพความรู้สึกของบาริสต้าหน้าใหม่ที่กำลังยืนชงกาแฟแล้วเผลอทำอะไรพลาดไปหน่อย หากบรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยการจ้องจับผิด ความกลัวในใจของน้องใหม่จะกลายเป็นกำแพงสูงที่ปิดกั้นการเรียนรู้ทันที เขาจะเลือกซ่อนความผิดพลาดแทนที่จะเรียนรู้จากมัน การโค้ชที่แท้จริงจะเปลี่ยนแรงกดดันหน้าเครื่องชงให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองที่ปลอดภัย เมื่อบาริสต้ารู้สึกว่าการยอมรับว่าการแยกไม่ออกว่ารสเปรี้ยวนี้คือ Underextracted หรือเป็นที่เมล็ดคั่วอ่อนนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือจุดเริ่มต้นของการเติบโต เมื่อนั้นเองที่เขาจะกล้าขยับจากแค่การทำตามมาตรฐานร้าน ไปสู่การตั้งเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นอย่างการเข้าใจเรื่องการสกัดกาแฟหรือผู้เชี่ยวชาญด้านคั่วกาแฟ เพราะเขารู้ดีว่าเขามีพื้นที่ให้ล้มและมีโค้ชที่พร้อมจะพยุงให้ลุกขึ้นมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ

เพื่อให้การเติบโตนี้เกิดขึ้นจริง บทบาทของคนสองคนต้องสอดประสานกันเหมือนจังหวะการสกัดกาแฟที่สมบูรณ์แบบ เริ่มต้นที่ตัวโค้ชซึ่งอาจจะเป็นเจ้าของร้านหรือ Head Barista หน้าที่หลักของคุณไม่ใช่การพูดแต่เป็นการฟังอย่างตั้งใจ (Active Listener) คุณต้องได้ยินมากกว่าแค่เสียงพูด แต่ต้องสัมผัสได้ถึงความกังวลในน้ำเสียงหรือความมั่นใจที่หายไปผ่านภาษากาย การเป็นโค้ชที่ดีคือการหลีกเลี่ยงคำว่า “ทำไม” ซึ่งฟังดูเหมือนการจับผิด และเปลี่ยนมาใช้คำว่า “อะไร” หรือ “อย่างไร” เพื่อเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ พร้อมกับทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนที่คอยให้กำลังใจและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าไฟแห่งการเรียนรู้จะไม่ดับลงกลางทาง

ในขณะเดียวกันผู้รับการโค้ชต้องก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของปัญหาอย่างเต็มตัว โดยตระหนักว่าความก้าวหน้าในอาชีพคือความรับผิดชอบของเขาเอง ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะหยิบยื่นให้ได้ฟรีๆ เขาต้องเปิดใจ ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง และกล้าที่จะแสดงความไม่รู้ของตนออกมาเพื่อให้กระจกเงาบานนี้สะท้อนภาพได้ชัดเจนที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นผู้ลงมือทำ เพราะไม่ว่าแผนการเติบโตจะสวยหรูเพียงใด หากขาดวินัยในการฝึกฝนตามที่ตกลงกันไว้ การโค้ชนั้นก็จะเป็นเพียงบทสนทนาที่ว่างเปล่า

เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว เครื่องมือที่จะช่วยให้บทสนทนานั้นมีทิศทางและไม่หลงทางก็คือ GROW Model ครับ ซึ่งผมอยากให้ลองนึกภาพว่ามันคือ GPS นำทางบนหน้าปัดรถยนต์ที่ช่วยเปลี่ยนความฝันลอยๆ ให้กลายเป็นแผนที่ที่จับต้องได้จริง

การเดินทางเริ่มต้นที่ G หรือ Goal ซึ่งเปรียบเสมือนการปักหมุดปลายทางที่เราจะไป บาริสต้าหลายคนมักติดกับดักเป้าหมายกว้างๆ อย่างคำว่า “อยากเก่งขึ้น” ซึ่งในเชิงการโค้ชแล้ว มันเหมือนกับการบอก GPS ว่า “อยากไปที่ไหนก็ได้ที่สวยๆ” เป้าหมายที่ทรงพลังต้องโฟกัสให้ชัด เช่น การตั้งเป้าจะคว้าแชมป์ลาเต้อาร์ตระดับภูมิภาค ความชัดเจนนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดแรงเหวี่ยงให้เราเริ่มออกตัววิ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง

เมื่อเห็นปลายทางชัดแล้ว เราต้องกลับมาดูที่ R หรือ Reality คือการสำรวจตำแหน่งปัจจุบันอย่างซื่อสัตย์ที่สุด โค้ชจะชวนให้บาริสต้าลองวิเคราะห์ดูว่า “ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเป้าหมาย?” เขาอาจจะพบความจริงที่ว่า แม้จะเทลายลาเต้อาร์ตได้สวยในตอนซ้อม แต่พอเจอแรงกดดันจากการมีคนจดจ้องกลับมือสั่นจนคุมลายไม่ได้ การยอมรับความจริงที่เจ็บปวดแต่ซื่อสัตย์นี้แหละคือการสร้างฐานที่มั่นคงที่สุดก่อนจะเริ่มก้าวต่อไป

หลังจากรู้จุดเริ่มต้นและจุดหมาย ขั้นถัดมาคือการมองหา O หรือ Options ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการระดมสมองหา “ความเป็นไปได้” โดยยังไม่ถูกปิดกั้นด้วยคำว่าทำไม่ได้ บาริสต้าอาจจะมองเห็นทางเลือกหลากหลาย หน้าที่ของโค้ชในช่วงนี้คือการช่วยขยายขอบเขตความคิดให้กว้างที่สุด เพื่อให้เขาเห็นว่าถนนที่มุ่งสู่เป้าหมายนั้นไม่ได้มีเพียงเส้นเดียว

สุดท้ายคือการเปลี่ยนความคิดให้เป็นการลงมือทำจริงในขั้น W หรือ Way Forward ซึ่งเป็นจุดที่ทางเลือกจะถูกกลั่นออกมาเป็นสัญญาใจที่ชัดเจน บาริสต้าจะไม่แค่พูดว่า “จะพยายาม” แต่จะระบุออกมาเป็นแอคชั่นที่จับต้องได้ เช่น “ผมจะฝึกซ้อมเทลาเต้อาร์ตวันละ 50 ถ้วย เริ่มจากลายใบไม้ก่อน” นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด เพราะมันคือการเปลี่ยนสถานะจากผู้รับคำสั่ง มาเป็นผู้กำหนดอนาคตของตัวเองอย่างแท้จริงครับ

แม้ GROW Model จะฟังดูเป็นระบบ แต่ในโลกความจริงของคนทำงานกาแฟมันอาจจะตึงเกินไปในบางครั้ง บ่อยครั้งที่บาริสต้ายังไม่รู้จริงๆ ว่าเป้าหมาย (Goal) ของตัวเองคืออะไรกันแน่ การฝืนปักหมุดตั้งแต่ 5 นาทีแรกของการสนทนาอาจนำไปสู่เส้นทางที่เขาไม่ได้ต้องการจริงๆ บางครั้งอาจมีปัจจัยภายนอกที่เราคุมไม่ได้ เช่น พนักงานลาออกกะทันหัน หรืออุปกรณ์เสีย ซึ่งอาจทำให้แผนที่วางไว้พังทลายลงได้ง่ายๆ หากเรายึดติดกับโมเดลนี้เป็นเส้นตรงมากเกินไปโดยไม่ยืดหยุ่น การโค้ชอาจกลายเป็นการสร้างภาระทางใจมากกว่าการสร้างแรงบันดาลใจครับ

ลองใช้โมเดลนี้ในการคุย 1-on-1 ประจำเดือนกับพนักงานดูครับ แทนที่จะคุยเรื่องยอดขายหรือความผิดพลาด ลองเริ่มถามบาริสต้าของคุณว่า “ปีนี้คุณอยากทิ้งร่องรอยหรือความสำเร็จอะไรไว้ที่บาร์นี้บ้าง?” (Goal) แล้วปล่อยให้เขาได้ลองวิเคราะห์ตัวเองดู คุณจะพบว่าคำตอบที่ออกมาจากปากของเขาเอง มีพลังมากกว่าคำสั่งที่คุณมอบให้หลายเท่าตัวเลยครับ

GROWTH MINDSET

เคยไหมที่รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีพรสวรรค์” ในบางเรื่อง? ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การวาดรูป หรือแม้แต่การแยกแยะกลิ่นและรสชาติที่ซับซ้อนของกาแฟ? หลายคนอาจยอมแพ้ไปตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพียงเพราะเชื่อว่าความสามารถเหล่านี้เป็นเรื่องของ “พรสวรรค์” ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ผมอยากชวนคุณมาทำความรู้จักกับแนวคิดที่ทรงพลังอย่าง Growth Mindset หรือ กรอบแนวคิดแบบเติบโต ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณไปตลอดกาล

ลองจินตนาการว่าสมองของเราเป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่ยิ่งออกกำลังกาย (ฝึกฝน) และให้สารอาหารที่เหมาะสม (ความรู้ ประสบการณ์) กล้ามเนื้อนั้นก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีขีดจำกัดตายตัว นี่แหละครับคือหัวใจของ Growth Mindset

ส่วนคนที่เชื่อว่าความสามารถ สติปัญญา หรือแม้แต่บุคลิกภาพของเรานั้นตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คือคนที่มี Fixed Mindset ซึ่งมักจะกลัวความล้มเหลวเมื่อต้องพบกับความท้าทาย ยอมแพ้ง่ายเมื่อต้องเจออุปสรรค อิจฉาความสำเร็จของผู้อื่น และมองว่ามองการวิจารณ์เป็นคำตำหนิ แต่สำหรับคนที่มี Growth Mindset จะคิดว่าอุปสรรคคือโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต ความล้มเหลวคือบทเรียน ไม่ใช่จุดจบ ชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่นและนำมาเป็นแรงบันดาลใจเปิดรับคำวิจารณ์เพื่อนำไปปรับปรุงตัวเอง

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดของการนำ Growth Mindset มาใช้คือการพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น Sensory Evaluation หรือการประเมินทางประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการชิมไวน์ กาแฟ หรือการแยกแยะกลิ่นน้ำหอม คนส่วนใหญ่มักคิดว่าต้องมีจมูกเทพลิ้นทองเท่านั้น แต่แท้จริงแทักษะเหล่านี้สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้

จาก “ชิมไม่ได้” สู่ “ยังชิมไม่ได้” คนที่มี Growth Mindset จะไม่พูดว่า “ฉันเป็นพวกลิ้นจรเข้” แต่จะเปลี่ยนเป็น “ถ้าฉันฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ฉันจะสามารถทำได้ดีขึ้น” นี่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้

เปิดรับความท้าทาย การฝึก Sensory Evaluation มักจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกสับสน กลิ่นและรสชาติปะปนกันไปหมด คนที่มี Growth Mindset จะไม่ท้อถอย แต่จะมองว่านี่คือ “ความท้าทาย” ที่น่าสนุก เป็นเกมที่สมองได้ฝึกฝน

ความพยายามคือหัวใจ ไม่มีใครฝึกแล้วเป็นนักชิมมืออาชีพได้ในวันเดียว การฝึกต้องอาศัยความสม่ำเสมอ การจดบันทึก การเปรียบเทียบ และการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญหรือได้มีโอกาสชิมร่วมกับเพื่อน การฝึกดมกลิ่นหรือแยกแยะระดับรสชาติต่างๆ คือความพยายามที่นำไปสู่การพัฒนา

เรียนรู้จากข้อผิดพลาด บางครั้งเราได้กลิ่นแต่นึกไม่ออกหรือทายกลิ่นผิดไป แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว มันคือข้อมูลสำคัญที่บอกให้เรากลับไปทบทวนว่า “ทำไมเราถึงคิดเช่นนั้น” “มีอะไรที่เรามองข้ามไป” แล้วจดจำความรู้สึกที่ได้รับกับคลังคำศัพท์ในสมองใหม่

มองความสำเร็จของผู้อื่นเป็นแรงบันดาลใจ การเห็นเพื่อนหรือผู้เชี่ยวชาญสามารถแยกแยะกลิ่นที่ซับซ้อนได้เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาอยากฝึกฝนตัวเองให้ไปถึงจุดนั้นบ้าง

แน่นอนว่าการพัฒนาทักษะ Sensory Evaluation ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ Mindset อย่างเดียว เราต้องทำความเข้าใจถึง “ข้อจำกัดทางชีวภาพ” และ “โอกาสและประสบการณ์” ที่แตกต่างกันด้วย เช่น บางคนอาจมีจำนวนปุ่มรับรส (Taste Buds) ที่หนาแน่นกว่าคนทั่วไป หรือมียีนที่ทำให้รับรู้กลิ่นบางอย่างได้แตกต่างออกไป (เช่น ยีนที่ทำให้ผักชีมีกลิ่นเหมือนสบู่) นี่คือ “ฮาร์ดแวร์” ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ส่วนโอกาสและประสบการณ์ที่ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับกลิ่นตะไคร้ใบมะกรูด จะสามารถแยกแยะความละเอียดอ่อนของสมุนไพรเหล่านี้ได้ดีกว่าชาวต่างชาติที่อาจจะรวมมันไว้ในหมวดพืชตระกูลส้ม ในทางกลับกัน คนไทยที่ไม่เคยชิมผลไม้เมืองหนาวอย่าง Blackcurrant หรือ Blueberry ก็อาจจะนึกภาพกลิ่นของมันไม่ออกในทันที นี่คือ “ฐานข้อมูล” ที่สมองของเราสะสมมา

Growth Mindset ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นแนวคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในทุกแง่มุมของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะที่ดูเหมือนจะต้องพึ่งพา “พรสวรรค์” อย่าง Sensory Evaluation แม้เราจะเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ไม่ได้ แต่ Growth Mindset ช่วยให้เรายอมรับและปรับตัว เราเข้าใจข้อจำกัดของตัวเองแต่ไม่ยอมให้มันมาหยุดยั้งการเรียนรู้เพื่อขยายฐานข้อมูล เราจะแสวงหาโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย

จำไว้ว่า “คุณอาจจะยังทำไม่ได้” ไม่ได้แปลว่า “คุณจะทำไม่ได้ตลอดไป” เพียงแค่เปิดใจให้กว้าง มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค คุณก็จะค้นพบว่าศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คุณเคยจินตนาการไว้มากนัก