Ambidexterity

ย้อนกลับไปสมัยที่ผมไปเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสอนภาษาของ อ.สงวน แถวเสาชิงช้า ใครที่เคยผ่านโรงเรียนนั้นมาน่าจะจำบรรยากาศการเรียนได้นะครับ หนึ่งในทีเด็ดที่อาจารย์มักจะให้เราจำคือชุดคำ Synonym และ Antonym ที่มาเป็นพรวน และคำหนึ่งที่ติดอยู่ในหัวผมไม่เคยลืมเลยก็คือคำว่า Ambidextrous ครับ ตอนนั้นผมจำได้แม่นจากรากศัพท์ที่อาจารย์แยกให้ดูว่า ambi แปลว่าทั้งสอง ส่วน dexter หรือ dextrous มันสื่อถึงความคล่องแคล่วเหมือนมือขวา พอรวมกันมันเลยกลายเป็นคนที่ “มีมือขวาทั้งสองข้าง” หรือคนที่ถนัดทั้งสองมือ ถ้าเป็นนักฟุตบอลก็คือคนที่ใช้สองเท้าได้ดีเท่าๆ กัน ด้วยสไตล์การสอนของ อ.สงวน ที่จะเจอคำเดิมๆ ซ้ำๆ จนจำได้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปีก็ได้มาเจอคำนี้กับแนวทางการบริหารธุรกิจที่เรียกว่า Ambidexterity

มือขวาข้างถนัด คือ Exploitation บริหารจัดการกลไกปัจจุบันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด หรือการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เช่นการคุมมาตรฐานการสตีมนมให้เหลือนมทิ้งน้อยที่สุด ตัดรายการเครื่องดื่มบางอย่างที่ขายไม่ดีเพื่อลดรายการวัตถุดิบที่ต้องสต็อกเพิ่ม การปรับปรุงขั้นตอนการชงกาแฟเพื่อให้การบริการลูกค้าดีกว่าเดิม เพราะนี่คือการบำรุงรักษาเครื่องจักรสร้างรายได้ให้อยู่ในสภาพดี ประหยัดน้ำมันและวิ่งไม่สะดุด

มือขวาอีกข้างคือ Exploration หรือการออกไปผจญภัย ลองไปสำรวจอะไรนอกกรอบและกล้ารับความเสี่ยง นี่คือการลงทุนซื้อโอกาสในอนาคตที่อาจไม่ได้กำไรในทันที เช่นการทดลองพัฒนาสินค้ากาแฟในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริโภคได้สะดวกขึ้น หรือโรงคั่วที่รับคั่วกาแฟ OEM ลองหันมาทำร้านกาแฟ บาริสต้ามือฉมังหันมาลองทำช่องยูทูปเพื่อเป็นสื่อในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ผลลัพธ์ของการออกไปสำรวจอาจไม่ใช่ตัวเงินที่กลับมา แต่ได้รู้ว่าอะไรที่ทำแล้วไม่เวิร์คจะได้ไปทำอย่างอื่น อย่างน้อยเมื่อถึงเวลาคับขันก็จะได้รู้ว่าเราจะมีทางเลือกอะไรบ้างเพื่อเอาตัวรอด

แม้ฟังดูสมบูรณ์แบบ (ทำวันนี้ให้ดีและมีแผนเพื่อการเติบโต) แต่การเป็น Ambidextrous นั้นมีความเสี่ยงสูงมากหากบริหารจัดการไม่ดีพอ ถ้าคุณทุ่มเทให้กับอนาคตมากเกินไปธุรกิจปัจจุบันอาจขาดสภาพคล่องจนล้มละลายก่อน หรือพนักงานที่ได้รับมอบหมายให้รักษามาตรฐานประจำวันกับคนพัฒนานวัตกรรมที่อยากทดลองอะไรใหม่ๆ มักจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันชัดเจน ดังนั้น บริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจชื่อดังอย่าง McKinsey ก็เลยต่อยอดแนวคิดเรื่องนี้ไปอีกนิดเพื่อให้เห็นแบบแแผนในการทำงานที่ชัดเจนขึ้นที่เรียกว่า McKinsey’s 3 Horizons โดยใช้ผสมผสานกับสูตรจัดสรรทรัพยากรแบบ 70-20-10

Horizon 1 (H1) — ลงทุน 70% เพื่อ “ปัจจุบัน” คือเวลาและเงินส่วนใหญ่ที่คุณใช้ไปกับการรักษามาตรฐาน ทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้น ประหยัดขึ้น และเร็วขึ้น เพื่อสร้างผลกำไรและ Cash Flow ให้ร้านอยู่รอดได้ในเดือนนี้และปีนี้

Horizon 2 (H2) — ลงทุน 20% เพื่อ “การขยายตัว” นี่คือสะพานเชื่อมระหว่างวันนี้กับอนาคต เป็นสิ่งที่คุณเริ่มทำแล้วเห็นเค้าลางความสำเร็จ เพื่อสร้างรายได้ก้อนใหม่ที่อาจจะกลายเป็นรายได้หลักในอีก 1-3 ปีข้างหน้า แต่มันยังไม่แข็งแรงเท่า H1 มันคือการนำสิ่งที่มีอยู่ไปต่อยอดในรูปแบบใหม่ เช่น จากที่เคยเปิดหน้าร้านอย่างเดียว เริ่มขยายไปทำกาแฟสกัดเย็นแบบขวดส่งตามออฟฟิศ หรือขายกาแฟขาประจำแบบเหมาจ่ายล่วงหน้า

Horizon 3 (H3) — ลงทุน 10% เพื่อ “การบุกเบิก” นี่คือมือขวาอีกข้าง (Exploration) เป็นพื้นที่ของการลองของใหม่ที่คุณยังไม่รู้คำตอบ และมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว คือเงินและเวลาส่วนเล็กๆ ที่คุณยอม “ทิ้ง” เพื่อการเรียนรู้ เช่น การลงทุนใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า หรือการลองเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปเป็นแบบอื่นที่คุณไม่เคยทำ เช่นการขายอาหาร เป็นการลงทุนเพื่อหา “ทางรอดใหม่” ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งเราไม่รู้ว่าโลกวันนั้นจะยังกินกาแฟแบบเดิมอยู่ไหม 10% นี้คือการลงทุนเพื่อค้นหาและสร้างนวัตกรรม

การแบ่งสัดส่วนแบบนี้ช่วยป้องกันไม่ให้คุณ “จมอยู่กับอดีต” จนโลกแซงหน้า (มีแต่ H1) และป้องกันไม่ให้คุณ “เพ้อฝันกับอนาคต” จนเงินหมดกระเป๋า (มีแต่ H3) สำหรับธุรกิจเล็กๆ การแบ่ง 10% ไปทำ H3 อาจดูเหมือนน้อย แต่มันคือ “ค่าประกันความเสี่ยง” ถ้าเราไม่แบ่งเอาไว้เลย วันหนึ่งที่คู่แข่งรายใหญ่ขยับตัวหรือเทรนด์โลกเปลี่ยน เราจะไม่มีอาวุธใหม่ในมือเลยแม้แต่อย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกัน หากคุณบ้าพลังแบ่งไปทำ H3 ถึง 50% ร้านคุณอาจจะเจ๊งตั้งแต่วันนี้เพราะไม่มีเงินสดหมุนเวียน สำหรับร้านเล็กๆ แค่ประคองธุรกิจปกติให้รอดก็เหนื่อยจะแย่แล้ว การพยายามจะทำทั้งสองอย่างอาจทำให้ทรัพยากรที่น้อยอยู่แล้วกระจัดกระจายมากขึ้นไปอีก การเป็นผู้ประกอบการที่ถนัดสองมือจึงไม่ใช่แค่การทำงานหนักขึ้น แต่คือการตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าวันนี้เราจะรักษาสิ่งที่ดีที่สุดไว้ และจะกล้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้อย่างไร

Leave a comment