เคยไหมที่รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีพรสวรรค์” ในบางเรื่อง? ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การวาดรูป หรือแม้แต่การแยกแยะกลิ่นและรสชาติที่ซับซ้อนของกาแฟ? หลายคนอาจยอมแพ้ไปตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพียงเพราะเชื่อว่าความสามารถเหล่านี้เป็นเรื่องของ “พรสวรรค์” ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ผมอยากชวนคุณมาทำความรู้จักกับแนวคิดที่ทรงพลังอย่าง Growth Mindset หรือ กรอบแนวคิดแบบเติบโต ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณไปตลอดกาล
ลองจินตนาการว่าสมองของเราเป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่ยิ่งออกกำลังกาย (ฝึกฝน) และให้สารอาหารที่เหมาะสม (ความรู้ ประสบการณ์) กล้ามเนื้อนั้นก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีขีดจำกัดตายตัว นี่แหละครับคือหัวใจของ Growth Mindset
ส่วนคนที่เชื่อว่าความสามารถ สติปัญญา หรือแม้แต่บุคลิกภาพของเรานั้นตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คือคนที่มี Fixed Mindset ซึ่งมักจะกลัวความล้มเหลวเมื่อต้องพบกับความท้าทาย ยอมแพ้ง่ายเมื่อต้องเจออุปสรรค อิจฉาความสำเร็จของผู้อื่น และมองว่ามองการวิจารณ์เป็นคำตำหนิ แต่สำหรับคนที่มี Growth Mindset จะคิดว่าอุปสรรคคือโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต ความล้มเหลวคือบทเรียน ไม่ใช่จุดจบ ชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่นและนำมาเป็นแรงบันดาลใจเปิดรับคำวิจารณ์เพื่อนำไปปรับปรุงตัวเอง

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดของการนำ Growth Mindset มาใช้คือการพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น Sensory Evaluation หรือการประเมินทางประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการชิมไวน์ กาแฟ หรือการแยกแยะกลิ่นน้ำหอม คนส่วนใหญ่มักคิดว่าต้องมีจมูกเทพลิ้นทองเท่านั้น แต่แท้จริงแทักษะเหล่านี้สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้
จาก “ชิมไม่ได้” สู่ “ยังชิมไม่ได้” คนที่มี Growth Mindset จะไม่พูดว่า “ฉันเป็นพวกลิ้นจรเข้” แต่จะเปลี่ยนเป็น “ถ้าฉันฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ฉันจะสามารถทำได้ดีขึ้น” นี่คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้
เปิดรับความท้าทาย การฝึก Sensory Evaluation มักจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกสับสน กลิ่นและรสชาติปะปนกันไปหมด คนที่มี Growth Mindset จะไม่ท้อถอย แต่จะมองว่านี่คือ “ความท้าทาย” ที่น่าสนุก เป็นเกมที่สมองได้ฝึกฝน
ความพยายามคือหัวใจ ไม่มีใครฝึกแล้วเป็นนักชิมมืออาชีพได้ในวันเดียว การฝึกต้องอาศัยความสม่ำเสมอ การจดบันทึก การเปรียบเทียบ และการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญหรือได้มีโอกาสชิมร่วมกับเพื่อน การฝึกดมกลิ่นหรือแยกแยะระดับรสชาติต่างๆ คือความพยายามที่นำไปสู่การพัฒนา
เรียนรู้จากข้อผิดพลาด บางครั้งเราได้กลิ่นแต่นึกไม่ออกหรือทายกลิ่นผิดไป แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว มันคือข้อมูลสำคัญที่บอกให้เรากลับไปทบทวนว่า “ทำไมเราถึงคิดเช่นนั้น” “มีอะไรที่เรามองข้ามไป” แล้วจดจำความรู้สึกที่ได้รับกับคลังคำศัพท์ในสมองใหม่
มองความสำเร็จของผู้อื่นเป็นแรงบันดาลใจ การเห็นเพื่อนหรือผู้เชี่ยวชาญสามารถแยกแยะกลิ่นที่ซับซ้อนได้เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาอยากฝึกฝนตัวเองให้ไปถึงจุดนั้นบ้าง
แน่นอนว่าการพัฒนาทักษะ Sensory Evaluation ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ Mindset อย่างเดียว เราต้องทำความเข้าใจถึง “ข้อจำกัดทางชีวภาพ” และ “โอกาสและประสบการณ์” ที่แตกต่างกันด้วย เช่น บางคนอาจมีจำนวนปุ่มรับรส (Taste Buds) ที่หนาแน่นกว่าคนทั่วไป หรือมียีนที่ทำให้รับรู้กลิ่นบางอย่างได้แตกต่างออกไป (เช่น ยีนที่ทำให้ผักชีมีกลิ่นเหมือนสบู่) นี่คือ “ฮาร์ดแวร์” ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ส่วนโอกาสและประสบการณ์ที่ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับกลิ่นตะไคร้ใบมะกรูด จะสามารถแยกแยะความละเอียดอ่อนของสมุนไพรเหล่านี้ได้ดีกว่าชาวต่างชาติที่อาจจะรวมมันไว้ในหมวดพืชตระกูลส้ม ในทางกลับกัน คนไทยที่ไม่เคยชิมผลไม้เมืองหนาวอย่าง Blackcurrant หรือ Blueberry ก็อาจจะนึกภาพกลิ่นของมันไม่ออกในทันที นี่คือ “ฐานข้อมูล” ที่สมองของเราสะสมมา
Growth Mindset ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นแนวคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในทุกแง่มุมของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะที่ดูเหมือนจะต้องพึ่งพา “พรสวรรค์” อย่าง Sensory Evaluation แม้เราจะเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ไม่ได้ แต่ Growth Mindset ช่วยให้เรายอมรับและปรับตัว เราเข้าใจข้อจำกัดของตัวเองแต่ไม่ยอมให้มันมาหยุดยั้งการเรียนรู้เพื่อขยายฐานข้อมูล เราจะแสวงหาโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย
จำไว้ว่า “คุณอาจจะยังทำไม่ได้” ไม่ได้แปลว่า “คุณจะทำไม่ได้ตลอดไป” เพียงแค่เปิดใจให้กว้าง มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค คุณก็จะค้นพบว่าศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คุณเคยจินตนาการไว้มากนัก